Category Archives: Uncategorized

ทำไมตลาดหุ้นเวียดนามถึงน่าสนใจ

Published by:

 

นักลงทุนส่วนมากอยากจะได้ผลตอบแทนสูงๆในระดับ 20-30% ต่อปี แต่การคาดหวังผลตอบแทนในการลงทุนในระดับสูงๆแบบนั้นในระยะเวลาซัก 5-10 ปีข้างหน้า เราต้อง “เลือก” ตลาดให้ถูกด้วย

เวียดนามเป็นประเทศที่ปัจจัยส่งเสริมมากมาย ตั้งแต่เศรษฐกิจที่กำลังจะถูกขับเคลื่อนโดยชนชั้นกลางที่มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว Boston Consulting Group บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกได้ออกบทวิจัยในปี 2013 ว่า Middle and Affluent Class (MAC หรือ คนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อ) ในเวียดนามจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวภายในปี 2020 ในขณะที่การเติบโตของ MAC ในประเทศไทยต่ำกว่าที่เวียดนามมาก (เวียดนาม 12.9% CAGR vs. ไทย 4.2% CAGR) ประชากรกลุ่มนี้ที่มากขึ้นหมายถึงกำลังซื้อที่มากขึ้นในทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน อย่าง นม เนื้อสัตว์ เสื้อผ้า จนถึงของที่มีราคามากขึ้นอย่าง รถยนต์ และ อสังหาริมทรัพย์

นอกจากนี้เวียดนามยังเป็น Destination ของการลงทุนสำหรับบริษัทต่างชาติที่กำลังมองหาฐานการผลิตต้นทุนต่ำ และมีกำลังซื้อในประเทศรองรับ ค่าแรงที่ยังต่ำกว่าประเทศไทย 30% และประชากร 90 ล้านคนทำให้เวียดนามเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของ Samsung และบริษัทระดับโลกอีกมากมาย ทำให้วันนี้ยอดการส่งออกของเวียดนามแซงประเทศไทยไปแล้ว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก็เยอะไม่แพ้ประเทศไทย รถไฟฟ้า ท่าเรือน้ำลึก สนามบิน ถนน ทางด่วน โรงไฟฟ้า (แต่แน่นอนว่าการลงทุนเยอะแบบนี้มีผลต่อหนี้ภาครัฐ ซึ่งผมจะพูดในตอนต่อไป)

ถ้าใครติดตามข่าวการเข้าไปซื้อกิจการของบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยตั้งแต่กลุ่ม Central และกลุ่ม ThaiBev (แน่นอนว่า CP ไปลงทุนที่เวียดนามมานานแล้ว ใครไปเดินตาม Supermarket จะเห็นสินค้าของ CP ขายอยู่เต็มตลาด) จะเห็นว่าเจ้าสัวทั้งหลายได้เข้าไปจับจองกิจการสำคัญๆของประเทศเวียดนาม ตั้งแต่ BIGC Vietnam, METRO (คล้าย MAKRO บ้านเรา), Nguyen Kim (ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม) รวมถึงการถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนามอย่าง Vinamilk นอกจากนี้กองทุน Hedge Fund และ Private Equity Fund ระดับโลกทั้งหลายก็เข้าไปลงทุนในเวียดนาม เพราะทุกคนมองเห็นโอกาสในการเติบโตมหาศาลในประเทศเวียดนาม

แต่ตลาดเวียดนามก็อาจจะไม่ได้ง่ายขนาดนั้น วันนี้หุ้นเวียดนามยังมีราคาถูกมาก ถ้าเปรียบเทียบ Mareket Cap ของตลาดหุ้นต่อ GDP เวียดนามจะอยู่ที่ 35% ของ GDP ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 113% (SET รวมกับ MAI)

ส่วนหนึ่งที่หุ้นยังถูกอยู่เป็นเพราะกฏเกณฑ์ข้อบังคับจากตลาดหลักทรัพย์ ที่ไม่ค่อยยืดหยุ่น (เช่น ไม่สามารถทำ Net Settlement ในการซื้อขายระหว่างวันได้) แต่ก็ถือว่ามีแนวโน้มที่จะดีขึ้น ตัวอย่างเช่นเรื่อง Foreign Limit ที่เมื่อก่อนถูกจำกัดไว้ที่ 49% แต่ช่วงปีที่ผ่านมามีบริษัทใหญ่ๆหลายบริษัทเริ่มเปิดให้ต่างชาติถือหุ้น 100% ได้แล้ว หุ้น Vinamilk (VNM) ก็เป็นหนึ่งในนั้น

อย่างไรก็ตามอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หุ้นเวียดนามยังถูกอยู่กก็มาจากความเสี่ยง และ การเข้าถึงข้อมูลที่ยังทำได้ยากกว่าตลาดหุ้นในประเทศอื่น อยากรู้ว่ามันคืออะไรติดตามได้ในวันพรุ่งนี้ครับ

————————–————————–————————

สำหรับคนที่อยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับตลาดหุ้นเวียดนามแบบจริงๆจังๆ เจาะลึกราย Sector วิเคราะห์หุ้นแบบรายตัวเลย ลองดูรายละเอียดของสัมมนา “ว่าที่เซียนหุ้นแสนล้านดอง” ของ Road to Billion ที่จะเปิดในวันที่ 8-9 ตุลาคมนี้ได้นะครับ Promotion พิเศษมีถึงวันศุกร์ที่ 23 กันยานี้เท่านั้นนะครับ ดูรายละเอียดได้ในลิงค์ด้านล่างครับ
www.roadtobillion.com/vietnam

8 เทคนิคปรับพอร์ตในภาวะวิกฤต

Published by:

8 เทคนิคปรับพอร์ตในภาวะวิกฤต

 

8 วันทำการที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง 137 จุด คิดเป็น 8.8% แต่หุ้นหลายๆตัวปรับตัวลดลงกว่า 20-40% ในระยะเวลาสั้นๆ เรียกได้ว่า “ติดดอยกันถ้วนหน้า” มีคนถามผมเข้ามาเยอะว่าจะปรับพอร์ตยังไงดี? ขายตอนนี้ยังทันมั้ย? เมื่อไหร่ควรจะซื้อหุ้นคืน? ผมเลยรวบรวมเทคนิค 8 ข้อ ง่ายๆแต่ได้ผลสำหรับการรับมือกับตลาดช่วงวิกฤตแบบนี้

1. หลีกเลี่ยงหุ้นที่ไม่มีพื้นฐานรองรับ

แน่นอนว่าตลาดแบบนี้หุ้นที่จะโดนตลาดลงโทษเยอะสุดคือหุ้นที่ไม่มีพื้นฐานรองรับ หุ้นที่ขึ้นมาด้วย story ล้วนๆ กำไรยังตามไม่ทัน (ซึ่งอาจจะสะท้อนอยู่ใน PE ที่สูงลิบลิ่ว หลายตัวเกิน 50-100 เท่า) ในขณะที่หุ้นหลายๆตัวยังไม่มีกำไรด้วยซ้ำ สุดท้ายเราต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง “ความคาดหวัง” (อนาคต) กับ “ความจริง” (อดีต) ว่าอะไรมีผลต่อหุ้นที่เราถือมากกว่ากัน ถ้าหุ้นขึ้นมาเพราะ “ความคาดหวัง” ล้วนๆ แต่ “ความจริง” หรืองบการเงินในอดีตไม่ได้ดีเลย แบบนี้ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษครับ

2. หลีกเลี่ยงการใช้ Margin Loan 

วอร์เรน บัฟเฟต์ เคยพูดเตือนหลายครั้งว่า การยืมเงินมาลงทุน อาจจะสร้างหายนะให้กับเราได้ แน่นอนว่าในภาวะตลาดที่ดี หรือสำหรับนักลงทุนที่เก่งมากๆ การใช้ Margin Loan ในจังหวะที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้ แต่สำหรับนักลงทุนอีก 99% การใช้ Margin Loan เป็นการขุดหลุมให้กับตัวเองในภาวะตลาดที่ผันผวนแบบนี้ เพราะถ้าราคาหุ้นลงมามากจนทำให้เราต้อง force sell เราจำเป็นต้องขายหุ้นในเวลาที่ไม่ควรขายที่สุด (และพลาดโอกาสในการซื้อหุ้นในจังหวะที่น่าซื้อที่สุด)

3. ถือเงินสดในระดับที่เหมาะสมกับตัวเรา 

ควรมีเงินในสดในพอร์ตเท่าไหร่ดี? คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่แน่นอน เพราะว่ามันจะขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละคน เงินก้อนที่นำมาลงทุนเราจำเป็นต้องใช้มันมั้ย? ระยะเวลาในการลงทุนนานเท่าไหร่? พอร์ตหุ้นคิดเป็นกี่เปอร์เซนต์ของสินทรัพย์สุทธิของเรา? แต่อย่างไรก็ตามผมแนะนำให้เหลือเงินสดไว้ส่วนหนึ่ง เผื่อไว้สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เราจะได้มีเงินไว้ซื้อหุ้นดีๆในราคาลดพิเศษ นึกภาพ iPhone 7 ในราคาลด 50% สถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ

4. หาหุ้นใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา 

ยิ่งหุ้นตกยิ่งต้องขยัน (ที่จริงเราควรจะขยันมาตั้งแต่หุ้นยังไม่ตกแล้ว) ราคาหุ้นในภาวะวิกฤตแบบนี้ มักจะอยู่ในระดับที่เหมาะสม Downside มักไม่เยอะแล้ว ถ้าเรามีระยะเวลาในการลงทุนที่นาน การซื้อหุ้นในภาวะตลาดแบบนี้ก็จะเป็นโอกาสทองในการลงทุน ถ้าหาหุ้นไม่ทัน เราอาจจะนัดรวมกลุ่มกันเพื่อแชร์ไอเดียการลงทุน ช่วยกันแบบนี้ รับรองมีไอเดียเด็ดๆตรึม

5. ทยอยซื้อหุ้นถ้า Downside ไม่เยอะ

ตลาดขาลงอย่าพึ่งไปหวัง Upside มาก เราควรจะมอง Downside เป็นหลัก และที่สำคัญเราควรจะ “ทยอย” ซื้อหุ้น แน่นอนว่าการทำแบบนี้อาจจะทำให้เราเสียโอกาส ถ้าหุ้น rebound ขึ้นมาแรง แต่มันจะปลอดภัยกว่าถ้าตลาดยังผันผวนแบบนี้ การเล็งเพื่อซื้อหุ้นในจุดต่ำสุด เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก แต่การทยอยซื้อหุ้นจะช่วยให้เราบริหารความเสี่ยงได้ดีกว่า

6. หลีกเลี่ยงการซื้อขายหุ้นโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า

“ถ้าใช้อารมณ์ในการลงทุน เรามักจะทำอะไรโง่ๆเสมอ” บัฟเฟต์ไม่ได้กล่าวไว้ แต่ผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่โคตรจริง นักลงทุนระดับโลกเก่งๆหลายๆคนถึงกับตั้งกฏให้กับตัวเองเลยว่า จะไม่ซื้อหุ้น นอกจากจะวางแผนมาล่วงหน้าแล้วเท่านั้น วิธีนี้ทำให้เราห่างจาก “อารมณ์” และใช้ “เหตุผล” มากขึ้น ผลตอบแทนก็จะดีขึ้นเช่นกัน

7. เผื่อใจไว้บ้าง เพราะบางครั้งมันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิด 

บางครั้งความไม่มีเหตุผลของตลาด อาจจะมีผลต่อราคาหุ้นมากกว่าที่เราคิด นักลงทุนหลายท่านชอบคิดว่า “ราคาหุ้นนี้โคตรถูก ใครไม่ซื้อก็บ้าแล้ว” แต่หุ้นกลับลงมาต่ออีก 30-40% ที่พลาดอาจจะเป็นเพราะเราประเมินมูลค่าผิด มองหุ้นไม่ขาด หรืออาจจะมองถูกแล้วแต่ตลาดและ Mr. Market อาจจะทำตัวแบบไม่มีเหตุผลจนเกินไป แต่ไม่ว่าจะออกมาแบบไหน เราต้องเผื่อใจไว้บ้าง เพราะมันมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นสูงในภาวะตลาดแบบนี้

8. นั่งสมาธิทุกๆวัน  

การผันผวนของราคาแบบนี้ทำให้เกิดความเครียด อารมณ์กลัวที่จะเสียเงิน กลัวหุ้นจะ rebound สิ่งเหล่านี้ทำให้เราตัดสินใจลงทุนได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ นักลงทุนเก่งๆระดับโลกหลายคนใช้การนั่งสมาธิเพื่อช่วยให้สามารถตัดสินใจลงทุนได้เฉียบขาดขึ้น นอกจากนั้นแล้วยังทำให้เราผ่อนคลาด เครียดน้อยลง ทำให้เรามีความสุขและดำเนินชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องมานั่งดูพอร์ตตลอดเวลา

ส่วนตัวผมเชื่อมั่นว่า “ในวิกฤต ทุกครั้งมีโอกาส” เซียนหุ้นทั้งหลายคนก็เกิดจากวิกฤตทั้งนั้น แต่วิกฤตก็เป็นบททดสอบที่จะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองในฐานะนักลงทุน ให้เก่งขึ้น ขยันขึ้น แข็งแกร่งไม่หวั่นไหวต่อภาวะภายนอกมากขึ้น ไม่ว่าเราจะกำไรหรือขาดทุน อย่าปล่อยให้วิกฤตตรงนี้มันผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ เก็บเกี่ยวบทเรียนที่สำคัญให้กับตัวเอง แล้วสุดท้ายกำไรอย่างยั่งยืนจะอยู่กับเรา

สุขภาพคุณมีค่าเท่าไหร่?

Published by:

Money vs health

ถ้ามีคนจะให้เงินคุณพันล้าน แลกกับการเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายคุณจะเอามั้ย?

ผมเชื่อว่าทุกคนคงตอบได้ทันทีว่า “ไม่” แต่น่าประหลาดใจ ที่ในชีวิตจริงเรากลับทำตรงกันข้าม

เราทำงานหนักทั้งชีวิต ยอมเครียด นอนน้อย กินเหล้า สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย กินอาหารขยะ เพียงเพื่อจะได้เงินเยอะๆ เก็บไว้รักษาตัวเองตอนป่วย เรากลัวว่าเราจะไม่มีเงินรักษา แต่แค่เราดูแลสุขภาพของเราให้ดี เราก็สามารถห่างไกลจากโรคนี้ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกว่า ง่ายกว่า และได้ผลมากกว่าด้วย (เป็นการรักษาที่ “ต้นเหตุ” ต่างกับการรักษาแบบ “ปลายเหตุ” ในแพทย์แผนปัจจุบัน)

ถึงแม้มะเร็งจะเป็นโรคที่น่ากลัว แต่ก็เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ ผมปฏิเสธไม่ได้ว่ากรรมพันธุ์มีส่วน แต่เท่าที่ผมศึกษาจากบทวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ถ้าเราดูแลเซลล์ในร่างกายของเราให้ดี หลีกเลี่ยงพฤติกรรมแบบ “มะเร็งถามหา” ถึงแม้จะมียีนส์มะเร็ง โอกาสที่จะเกิดก็จะลดลงเยอะมาก

ผมเองเริ่มหันมาดูแลสุขภาพหลังจากที่เริ่มเห็นญาติและคนรู้จักเสียชีวิตจากโรคร้ายนี้เยอะในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้มีแต่คนอายุเยอะๆแล้ว ผมมีคนรู้จักที่อายุ 20 ปลายๆถึง 30 ต้นๆเสียชีวิตเช่นกัน มันใกล้ตัวกว่าที่ผมคิด ทำให้ผมเริ่มศึกษาหาข้อมูลแนวทางการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรค

ผมเองไม่ใช่หมอ แต่โชคดีที่มีคุณหมอเก่งๆดีๆที่ช่วยเผยแพร่ข้อมูลดีๆ ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก เลยอยากจะเอามาแบ่งปันกัน

  • จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติปี 2555 (อันนี้ใหม่ที่สุดแล้ว ตีพิมพ์ปี 2557) ผู้ชายไทย ป่วยเป็นมะเร็งปอดอันดับ 1 รองลงมาคือมะเร็งลำไส้/ทางเดินอาหาร และมะเร็งตับ ส่วนผู้หญิง อันดับหนึ่งคือมะเร็งเต้านม รองลงมาคือมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้และทางเดินอาหาร
  • อาหารเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ปัจจุบันเรากินอาหารแปรรูปเยอะมาก แต่ไม่ได้กินอาหารที่มาจากธรรมชาติเลย ที่จริงแล้วมษุษย์จะมีสุขภาพที่ดีแข็งแรง ต้องทานพืชผักและผลไม้เยอะถึง 50% ของอาหารที่รับประทาน แต่ลองนึกดูนะครับ ว่าคุณกินผักผลไม้สดๆเยอะขนาดนั้นครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?
  • พอไม่ได้กินอาหารจากธรรมชาติที่เต็มไปด้วยเส้นใยอาหาร ก็ทำให้ไม่ได้ถ่ายท้อง ปรกติแล้วน้อยที่สุดคนเราควรจะต้องถ่ายอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง แต่มีหลายๆคนที่อาทิตย์นึงถ่ายแค่ 1-2 ครั้ง ทำให้ของเสียเข้าไปหมักหมมอยู่ในลำไส้ เกิดเป็นสารพิษซึมเข้าสู่ร่างกาย เป็นสาเหตุของมะเร็งลำไส้และระบบทางเดินอาหาร ส่วนตัวผมจะเอาพวกผักและผลไม้สดปริมาณเยอะๆมาปั่นทั้งกาก ทานอาทิตย์ละ 5-6 แก้ว (ถ้าให้ดีควรจะทานอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว เช้าเย็น) แบบนี้ก็สะดวกดี ถ้าจะกินผักให้ได้เยอะขนาดนั้นคงเคี้ยวกันจนเมื่อยปาก
  • ลดการบริโภคนำ้ตาล ปรกติร่างกายคนเรามีน้ำตาลอยู่ครึ่งช้อนชา แต่น้ำอัดลมกระป๋องนึงมีน้ำตาลอยู่ 8 ช้อนชา น้ำ ประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศที่กินหวานมากที่สุดในโลกประเทศนึง ขนมก็หวาน น้ำก็ต้องกินหวานๆ น้ำตาลในเลือดที่สูงทำให้ระดับ insulin สูงขึ้น เป็นที่มาของโรคเบาหวานและโรคอ้วน ซึ่งทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น (โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง มักจะมาพร้อมๆกัน เพราะอาการของโรคหนึ่งจะส่งผลในเชิงลบต่ออีกอัน)
  • ฝึกสมาธิ ปฏิบัติธรรม ความเครียดและผลกระทบด้านจิตใจมีผลโดยตรงต่อร่างกาย เคยสังเกตมั้ยครับว่าคนที่ป่วยเป็นมะเร็งส่วนมาก พอรู้จากหมอว่าเป็นมะเร็ง อาการกลับทรุดหนักอย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่ผ่านมาก็ยังใช้ชีวิตปรกติ ถ้าเราไม่รู้จักฝึกสติ ปล่อยวาง พร้อมรับมือกับความตายไว้ล่วงหน้า จิตใจของเราจะเป็นศัตรูที่ร้ายการที่สุดในการต่อกรกับโรคนี้
  • การออกกำลังกายจะทำให้เซลล์ต่างๆในร่างกายได้รับออกซิเจนเพียงพอ ระบบต่างๆก็จะทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างน้อยที่สุดเราควรออกกำลังกายวันละ 30 นาทีอย่างน้อย 5 วัน สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาแค่ยืนแกว่งแขนขณะดูทีวีก็น่าจะมีประโยชน์แล้ว

ผมเองก็บอกไม่ได้ว่าถ้าเราดูแลตัวเองแล้วจะไม่เป็นมะเร็ง ชีวิตคนเราไม่แน่นอน แต่ถ้าเราดูแลสุขภาพของตัวเองและคนรอบข้างให้ดีที่สุด เพราะถ้ามันโชคร้ายขึ้นมา ก็จะได้ไม่ต้องเสียใจเพราะเราทำดีที่สุดแล้ว แต่อย่างน้อยก็จะทำให้ร่างกายเราแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับโรค และมีโอกาสรอดได้มากขึ้นกว่าไม่ได้ดูแลตัวเองเลย

แล้วจะรออะไรอยู่ล่ะครับ? ดูแลตัวเองเลยตั้งแต่วันนี้ อย่ารอให้หมอมาบอก แล้วมันจะสายเกินไป

มีหลายสิ่งที่สำคัญกว่าเงินพันล้าน

Road to Billion by บอล ภาคย์ภูมิ

3 คำถามที่คุณต้องตอบได้ก่อนซื้อหุ้น

Published by:

3 คำถามที่ต้องตอบได้ก่อนซื้อหุ้น

 

นักลงทุนส่วนมากซื้อหุ้นเพราะอยากจะกำไรเยอะ อยากรวย อยากสบาย แต่ไม่ชอบทำการบ้าน ซื้อหุ้นตามเพื่อน ตามบทวิเคราะห์ ตามข้อมูลในกรุ๊ปไลน์ แรกๆก็อาจจะกำไร แต่ถ้าไม่พัฒนาตัวเอง ไม่ศึกษาเรียนรู้ สุดท้ายก็ต้องขาดทุน แล้วถูกบีบให้ออกจากตลาดไป

วันนี้ผมเลยอยากจะเอาวิธีการทำการบ้านแบบง่ายๆ แค่ถามตัวเองด้วยคำถาม 3 ข้อ ใช้เวลาไม่นานแต่รับรองว่าช่วยให้เราหลีกเลี่ยงโอกาสในการขาดทุนที่จำเป็น และทำให้เรากำหนดจังหวะซื้อจังหวะขายได้ดีขึ้นด้วยครับ

1. ซื้อเพราะอะไร?

ลองวิเคราะห์ดูดีๆว่าอะไรที่ทำให้หุ้นตัวนี้น่าลงทุน แล้วเขียนมันออกมาให้ชัดเจน (พยามยามอย่าหลอกตัวเอง) ปรกติผมจะลิสต์ออกมาให้ได้เยอะๆก่อนแล้วค่อยเลือก 3-4 ข้อที่สำคัญที่สุด แล้วเจาะลึกลงไปในแต่ละประเด็นว่าเรามันเป็นอย่างที่เราคิดหรือเปล่า เช่น ถ้าผมบอกว่าผมซื้อหุ้นเพราะ “กำไรของบริษัทจะเติบโตจากการขยายสาขาและรายได้ต่อสาขาที่เริ่มฟื้นตัว” ผมก็ต้องไปดูข้อมูลของบริษัทว่ามีแผนการขยายสาขาเท่าไหร่ในปีนี้ แล้วทำได้จริงตามแผนหรือเปล่า ไปดูตัวเลขยอดขายต่อสาขาของ 10 ไตรมาสย้อนหลังประกอบ ฟังข้อมูลจากผู้บริหารหรือโทรคุยกับ IR เพื่อหาตรวจสอบข้อมูล

เหตุผลอื่นๆที่ผมมักจะได้คือ “ราคาหุ้นถูก PE ต่ำเมื่อเทียบกับอดีตและหุ้นที่มีลักษณะใกล้เคียง” “กำไรของบริษัทจะเติบโตจาก Utilization ที่เพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการทำกำไรเพิ่มขึ้น” “หุ้นมีปัญหาชั่วคราว จากการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ล่าช้า ทำให้ราคาหุ้นตกลงมา ถ้าไตรมาสหน้าเปิดตัวได้จะทำให้รายได้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ”

2. ความเสี่ยงของหุ้นตัวนี้คืออะไร?

ก่อนอื่นเราต้องถามตัวเองแบบแฟร์ๆ ไม่มีอคติ ว่า “เราได้ยินหุ้นตัวนี้มาจากที่ไหน? แล้วทำไมเราถึงสนใจ?” สิ่งนี้สำคัญเพราะส่วนมากเราจะรับข้อมูลหุ้นมาแบบมีอคติ เช่น ฟังเพื่อนที่ถือหุ้นตัวนั้นๆ เล่า Story ของบริษัทให้ฟัง เช่น บริษัทจะรับงานโปรเจคใหม่ที่ช่วยให้กำไรบริษัทเติบโตแบบก้าวกระโดด พอเราเอามาวิเคราะห์ดู เราก็มักจะมองโลกในแง่ดีเกินจริง มองข้ามข้อเสียหรือความเสี่ยงของธุรกิจ

เพื่อเป็นการ “แก้ปรับสมดุล” ให้เราไม่คิดบวกเกินไป เราต้องคิดเยอะๆว่าอะไรบ้างที่จะทำให้เราขาดทุนได้ คิดให้ได้มากที่สุดอย่างน้อยต้องมีจำนวนมากกว่าเหตุผลที่เราซื้อหุ้นตัวนี้

เหตุผลส่วนมากที่ผมมักจะคิดได้คือ “อัตราการทำกำไรในอดีตลดลงอย่าต่อเนื่อง” “อัตราหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับสูง มีความเสี่ยงที่ต้องเพิ่มทุน” “ส่วนแบ่งการตลาดลดลงจากคู่แข่งขันใหม่ อาจจะทำให้ยอดขายลดลง” “ธุรกิจใหม่ที่เปิดตัวยังไม่มี Proof of Success อาจจะไม่ได้ยอดขายตามเป้า”

3. จะขายเมื่อไหร่?

คนเรามักจะลืมเหตุผลว่าเราซื้อหุ้นตัวนี้มาเพราะอะไร หลายๆครั้งพื้นฐานหุ้นเปลี่ยนแล้ว หุ้นตกลงมาเยอะ แต่เราก็ยังปลอบใจตัวเองว่ามันลงมาเยอะแล้ว ไม่น่าจะลงอีกมั้ง (ผมเคยเป็นอยู่บ่อยๆ) การเขียนเหตุผลล่วงหน้าว่าจะขายเมื่อไหร่ หรือที่ผมเรียกว่า Sell Triggers เป็นวิธีการที่เซียนหลายๆท่านใช้ และสามารถช่วยให้เราตัดสินใจขายหุ้นได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น จะว่าไปก็คล้ายกับการกำหนดจุด cut loss สำหรับคนที่เทรดตามกราฟ แต่เป็น fundamental cut loss ที่ใช้กับพื้นฐานของหุ้น

ตัวอย่าง Sell Triggers ที่ผมใช้ “ราคาหุ้นขึ้นมาเกินราคาเป้าหมายที่ผมคำนวณไว้ที่ 40 บาท และไม่มีปัจจัยอะไรใหม่ๆเพิ่มที่จะช่วยปรับราคาเป้าหมายขึ้น” “ยอดขาย Export เติบโตน้อยกว่า 30% ต่อปี” “กำไรสุทธิเติบโตน้อยกว่า 15%”

สิ่งสำคัญคือเราต้องหาข้อมูลจากหลายๆแหล่ง เรียนรู้แนวคิดของคนที่คิดต่าง และจดบันทึกความคิดของเราให้เป็นระบบ ส่วนตัวแล้วผมจะจดลง Evernote แล้วจะดึงข้อมูลมาย้อนดูเวลาจะตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นตัวนั้นๆ อยากให้ลองทำดูครับ ทำให้เป็นนิสัย อย่าตัดสินใจเร็ว อาจจะช้าไปซัก 1-2 วันเพื่อหาคำตอบ แต่รับรองว่าทำให้เราลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้นแน่นอนครับ

ซื้อหุ้นทุกครั้ง ระวังติดดอย

Road to Billion

คลิฟ ยัง นิทานกระต่ายกับเต่าในชีวิตจริง

Published by:

Cliff Young

วันนี้ได้ยินเรื่องของคุณลุง “คลิฟ ยัง” จากงานอบรม “จิตวิทยาการลงทุน” ของพี่เวบ พรชัย รัตนนนทชัยสุข ในคอร์สอบรมของสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ฟังแล้ว Inspired สุดๆ เลยไปศึกษาและมาแชร์ให้อ่านกันครับ

คุณลุงคลิฟ ยัง (Cliff Young) เจ้าของฟาร์มที่ต้องวิ่งไล่ต้อนสัตว์โดยใส่รองเท้ายางเป็นประจำ ได้ลงแข่ง Ultramarathon ระยะทาง 875km จากซิดนีย์ไปเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ขณะอายุ 61 ปี คุณลุงคลิฟไม่เคยลงแข่งวิ่งที่ไหนมาก่อน ไม่เคยมีโค้ช ใส่เสื้อเชิ้ตและรองเท้าผ้าใบธรรมดา แถมยังวิ่งด้วยท่าทางประหลาดที่ผู้คนที่เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้

หลังจากเริ่มต้นแข่งขัน การวิ่งอย่างช้าๆของคุณลุงคลิฟ ทำให้วันแรกคุณลุงตามหลังผู้นำตลอด แต่ด้วยความไม่รู้ว่าจริงๆแล้วนักวิ่ง Ultramarathon ควรจะวิ่ง 18 ชั่วโมงแล้วนอนพัก 6 ชั่วโมง คุณลุงเลยวิ่งไปตลอดทั้งคืน ช้าๆแต่สม่ำเสมอ ทำให้คุณลุงคลิฟขึ้นเป็นผู้นำในวันที่ 2 และเอาชนะการแข่งขันได้โดยใช้เวลาเพียงแค่ 5 วัน 15 ชั่วโมง ชนะคู่แข่งอันดับที่สอง 10 ชั่วโมง และทำลายสถิติการแข่งขันเดิมเกือบ 2 วันเต็ม

คุณลุงคลิฟได้เงินรางวัลจากการชนะการแข่งขัน 10,000 เหรียญ แต่ก็แบ่งเงินให้กับผู้แข่งขันอีก 5 คนคนละ 2,000 เหรียญทันที โดยไม่เก็บอะไรไว้เลย คุณลุงไม่ได้วิ่งเพื่อเงิน แต่เพราะคุณลุงชอบวิ่งและอยากจะพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง เงินไม่ใช่เป้าหมายเป็นเพียงแค่ผลพลอยได้ (แต่สุดท้ายคุณลุงก็ได้แต่งงานกับ Mary Howell หญิงสาวอายุ 23 ปีหลังจากเป็นโสดมาตลอดชีวิต ซึ่งจะว่าไปแล้วอาจจะเป็นรางวัลที่ดีกว่าเงินรางวัลซะอีก ^_^)

คุณลุงคลิฟวิ่งไปเกือบ 20,000km ตลอดชีวิตการแข่งขัน และก่อนหน้าการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์ คุณลุงคลิฟเคยวิ่งไล่สัตว์ในฟาร์มของตัวเองเป็นวันๆโดยไม่ได้นอน ความสำเร็จของคุณลุงไม่ได้เกิดชั่วข้ามคืน ทุกชัยชนะต้องอาศัยการฝึกฝนและความทุ่มเทมหาศาล

คุณลุงคลิฟเคยแข่งเพื่อทำลายสถิติโลกหลายครั้ง รวมถึงการวิ่งทำลายสถิติของตัวเองที่ทำไว้ตอนอายุ 61 และวิ่ง 1,600km ให้ได้น้อยกว่า 12 วัน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จะว่าไปก็เหมือนกับธุรกิจหรือการลงทุน คุณไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จทุกครั้ง คุณก็ยังสามารถสร้างตำนานที่โลกจดจำได้

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิ่ง นักธุรกิจ นักลงทุน หรือคนที่อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต ตำนานของคุณลุงคลิฟสอนเราว่าเราสารถประสบความสำเร็จได้ถึงแม้ไม่ได้มีรองเท้าวิ่งรุ่นใหม่หรือโค้ชระดับโลก (ไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนมหาศาล หรือมีการศึกษาระดับโลก) ถ้าเราไม่ท้อถอย ค่อยๆเดิน ค่อยๆวิ่ง ช้าๆแต่มั่นคง อาจจะวิ่งไม่เร็วเท่าคนอื่น แต่ถ้าเราพยายามวิ่งให้นานกว่าคนอื่น สุดท้ายแล้ว… ความสำเร็จก็จะเป็นของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชนะแน่ แค่ไม่หยุดเดิน

Road to Billion

สัมมนาว่าที่เซียนหุ้นพันล้าน 27 ก.ค.

Published by:

timthumb

สัมมนาว่าที่เซียนหุ้นพันล้าน

“หุ้นที่ดี ดูยังไง?”

“รู้ได้ยังไงว่าหุ้นถูกหรือแพง?”

“การประเมินมูลค่าหุ้นทำอย่างไร?”

“จะถือหุ้นกี่ตัวดี? จะซื้อเมื่อไหร่? จะขายเมื่อไหร่?”

“จะเล่นรอบดีมั้ย?” 

“จะสร้างพอร์ตที่โตปีละ 15-20% ต่อปีได้อย่างไร?”

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากรู้คำตอบของคำถามพวกนี้ สัมมนานี้ถูกจัดมาเพื่อคุณ!

สัมมนานี้จะทำให้คุณหายจากความเป็น”เม่า”!!!  Continue reading