Category Archives: การลงทุน

เก่งหรือโชคดี? ดูยังไงไม่หลอกตัวเอง

Published by:

ในโลกของการลงทุน โชคเป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับการแข่งขันต่างๆ โชคมีผลต่อผลลัพธ์ที่ออกมาไม่มากก็น้อย Micahel Mauboussin หัวหน้าของทีมกลยุทธ์ของ Credit Suisse เคยกล่าวไว้ในหนังสือ Success Equation ว่า ”โชคมีผลต่อการลงทุนค่อนข้างมาก ต่างกับกีฬาอย่างหมากรุกหรือบาสเก็ตบอลที่โชคมีผลน้อยกว่า” นี่คือเหตุผลที่ทำให้เรามักจะเห็นนักลงทุนหน้าใหม่ที่ “โชคดี” ได้ผลตอบแทนหลายสิบเปอร์เซ็นต์ในระยะเวลาไม่กี่เดือน ในขณะที่นักลงทุนชั้นเซียนอาจจะมีผลตอบแทนติดลบ

แต่ปัจจัยของ “โชค” จะมีผลน้อยลงมากถ้าเวลาผ่านไป นี่คือเหตุผลว่าทำ
ไมนักลงทุนอย่าง Buffett ที่มี Track Record กว่า 60 ปี (ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง Buffett Partnership ในปี 1956) จึงเป็นที่นับถืออย่างมาก เพราะระยะเวลานานขนาดนั้น ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง ก็ยังสามารถสร้างผลตอบแทนแบบน่าเหลือเชื่อได้ เรียกได้ว่าถ้าแค่ “โชคดี” คงอยู่มาไม่ได้นานขนาดนี้

Luck or Skill

แต่เนื่องจากมนุษย์ส่วนมากมีแนวโน้มที่จะคิดว่าตัวเองเก่งกว่าความเป็นจริง การที่เราจะประเมินผลลัพธ์การลงทุนของตัวเอง จำเป็นต้องมีตัวเลขและข้อมูลเข้ามาประกอบ (ใช้ Hard Facts vs. Opinion) ซึ่งสามารถทำได้โดยการคำนวณ NAV อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ และใช้ NAV ตัวนี้เพื่อวัดผลตอบแทน

วิธีคำนวณ NAV แบบง่ายๆ

  1. กำหนดวันและความถี่ในการคำนวณ NAV อย่างน้อยที่สุดต้องทำปีละ 1 ครั้ง แต่ส่วนตัวผมทำเดือนละ 1 ครั้ง สำหรับนักลงทุนส่วนมาก ที่ไม่ได้ลงทุนเต็มเวลา ควรทำ NAV อย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง เพราะจะได้ทำการปรับพอร์ตตามผลประกอบการในแต่ละไตรมาสได้ทันท่วงที
  2. คำนวณมูลค่าทรัพย์สินในพอร์ต (หุ้น เงินปันผล เงินสด) หักออกด้วยหนี้สิน
    (Margin Loan, เงินที่ยืมมาสำหรับการลงทุน) แล้วก็นำยอดรวมมาหาร 100 บาท (ค่า NAV เริ่มต้น) จะได้เท่ากับจำนวนหน่วยของ NAV ที่เรามี ณ วันเริ่มต้น สมมติเราคำนวณมูลค่าสินทรัพย์สุทธิได้ 500,000 บาท เราก็จะมีทั้งหมด 5,000 หน่วย หน่วยละ 100 บาท
  3. เมื่อเราเติมเงิน หรือ ถอนเงินไปใช้ เราจะต้องทำการขายหน่วย ณ NAV วันที่ถอนหรือลงทุนเพิ่ม ยกตัวอย่างต่อจากข้อที่แล้ว สมมติว่าเวลาผ่านไป 3 เดือน พอร์ตมีกำไร มูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 750,000 บาท NAV จะกลายเป็น 150 บาท โดยที่มีจำนวนหน่วย 5,000 หน่วยเท่าเดิม แต่ถ้าเราจะเติมเงิน 300,000 บาท เราจะได้หน่วยเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 + (300,000 / 150) = 7,000 หน่วย แต่ NAV จะเท่าเดิมที่ 150 บาท

วิธีการนี้จะทำได้เราสามารถวัดผลตอบแทนได้แม่นยำ ไม่ได้รับผลกระทบจากการลงทุนเพิ่มหรือถอนเงินออก พอเราได้ตัวเลขนี้แล้วเราก็นำตัวเลขนี้ไปเปรียบเทียบกับดัชนีเทียบวัด (Benchmark) ถ้าเราลงทุนหุ้นไทยก็ใช้ SET หรือ SET TRI (SET Total Return Index ดัชนีผลตอบแทนรวม ซึ่งจะรวมปันผลเข้าไปด้วย เป็นดัชนีเทียบวัดที่ผมว่าน่าจะถูกต้องกว่า หาข้อมูลได้ในเวบของตลาดหลักทรัพย์ฯครับ)

ถ้าผลตอบแทนดีกว่าตลาดก็ควรจะมีความสุขกับมัน อย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เราได้มากกว่าก็จะทะนงตัวแบบไม่จำเป็น ได้น้อยกว่าเพื่อนก็กลุ้มใจ ดูแล้วไม่มีประโยชน์เลย แต่ในทางกลับกัน ถ้าผลตอบแทน NAV
ของเราแพ้ตลาด ก็ต้องมาดูว่าเราทำ “เหตุ” หรือกระบวนการการลงทุนของเราได้ดีหรือยัง จะศึกษาเพิ่มเติมหรือว่าปรับปรุงแก้ไขตรงไหน เรียนรู้จากข้อผิดพลาด แต่บางครั้งเราทำ “เหตุ” ได้ดีแล้ว แต่ “ผล”  ก็ยังออกมาไม่เป็นใจ แบบนี้ก็ต้องทำใจ อดทนรอ เพราะถ้าเรามีกระบวนการลงทุนที่ดีแล้ว ในที่สุดเราก็จะสามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว

อย่างที่ปรมาจารย์ด้านการจัดการ Peter Drucker เคยบอกครับ

“ What gets measures, gets managed”

อะไรที่สามารถวัดผลได้ ก็สามารถจัดการได้

ขอให้สนุกกับการลงทุนครับ

บอล Road to Billion

ปล.  ตอนนี้มีโบรคเกอร์บางแหล่งมีระบบการวัด NAV อยู่ในเวบไซต์เลย ไม่ต้องคำนวณแถมทำกราฟเปรียบเทียบกับ SET ได้อีกด้วย ก็สะดวกดีครับ ผมเองไม่อยากเอ่ยชื่อ ลองหาดูแล้วกันนะครับ

การประเมินกำไรในอนาคต ตอน 3

Published by:

ในทางทฤษฎีการประเมินกำไรเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่ยาก แต่เหมือนกับทุกอย่างในโลกนี้ โลกความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องใช้มุมมองภาพกว้างๆประกอบการตัดสินใจ ผมได้หยิบยก “ข้อผิดพลาด” จากประสบการณ์ของตัวเองและของนักลงทุนหลายนๆท่านที่ผมมีโอกาสได้การสอนและให้ความรู้ เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับหลายๆคน สรุปออกมาแบบง่ายๆให้ทุกคนได้อ่านกันแบบไม่ต้องจ่าย “ค่าเล่าเรียน” ด้วยตัวเอง

ไม่ได้วัดผลการประเมินของตัวเอง

การประเมินกำไรที่ดีก็เหมือนกับการยิงปืน ยิงไปแล้วเราก็ต้องดูว่ามันเข้าไปหรือเปล่า สูงไปมั้ย? ต้องขยับซ้ายอีกรึเปล่า? ถ้าเราประเมินกำไรแล้ว ไม่เคยเอามาเปรียบเทียบกับตัวเลขจริงๆ เราก็จะไม่สามารถรู้ได้เลยว่ากระบวนการในการประเมินของเรานั้นถูกต้องแค่ไหน ปรกติแล้วผมจะอัพเดทข้อมูลทุกๆไตรมาส และจะทำละเอียดๆหลังจากงบปีออก ผมจะทำการเปรียบเทียบดูว่างบที่ออกมาเมื่อเทียบกับที่เราทำไว้เป็นอย่างไร? อัตราการเติบโตของยอดขาย อัตรากำไรขั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ต้นทุนทางการเงิน อัตราภาษี และสุดท้ายกำไรต่อหุ้น งบที่ออกมาในไตรมาสนั้นสูงหรือต่ำเกินกว่าที่เราประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ (เกิน 10%) ผมก็จะพยายามหาเหตุผลว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร สมมติฐานที่ผมมีเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นๆยังถูกต้องอยู่หรือไม่ ขั้นตอนนี้เป็นกระบวนการพัฒนาตัวเองที่จะทำให้ความแม่นยำเราดีขึ้นอย่างมาก

ไม่ได้ทำการ Benchmark ตัวเลข

แน่นอนว่าการเปรียบเทียบกับตัวเลขจริง เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุด แต่บางครั้งเราก็อยากจะรู้ว่าตัวเลขที่เราทำออกมาเป็นอย่างไรก่อนที่จะรู้ผล วิธีที่ทำได้ง่ายและเร็วที่สุดคือการเปรียบเทียบตัวเลขของเรากับบทวิเคราะห์ โดยหลักผมจะเปรียบเทียบการเติบโตของยอดขาย อัตราการทำกำไร และกำไรต่อหุ้น ในอีก 3 ปีข้างหน้า กับบทวิเคราะห์อย่างน้อยซัก 2 – 3 ฉบับ หลายครั้งผมก็อาจจะโทรไปคุยกับนักวิเคราะห์เพื่อสอบถามข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวสมมติฐานของงบการเงิน ในโลกของการลงทุน นักวิเคราะห์จะเป็นคนที่ได้รับข้อมูลดีที่แม่นยำและรวดเร็วที่สุด (หลายบริษัทจะจัดประชุมนักวิเคราะห์ก่อนจะให้ข้อมูลกับนักลงทุนทั่วไป และหลายๆบริษัทก็ไม่ให้ข้อมูลกับนักลงทุนโดยตรง) ซึ่งเป็นส่ิงที่มีประโยชน์ต่อการลงทุนเป็นอย่างมาก แต่เนื่องจากบริษัทหลักทรัพย์ไม่อยากให้นักวิเคราะห์เปลี่ยนคำแนะนำกลับไปกลับมา นักวิเคราะห์ส่วนมากมีแนวโน้มที่จะทำตัวเลขออกมาให้ไม่ต่างกับอดีตมากนัก มีนักวิเคราะห์จำนวนน้อยที่กล้าที่จะเปลี่ยนมุมมองอย่างมีนัยสำคัญเมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นการเปรียบเทียบกำไรของเราต้องพิจารณาให้ครบทุกด้าน

หุ้นแต่ละตัวประเมินกำไรได้ยากง่ายแตกต่างกัน

“Not all stocks are created equal” หุ้นทุกตัวมีความแตกต่าง การประเมินกำไรก็เช่นกัน นักลงทุนหลายท่านมองการเติบโตของกำไร อยากได้หุ้นที่เติบโตดีๆ เลือกลงทุนในหุ้นเล็กๆที่มีการเติบโตดี แต่ลืมที่จะพิจารณาความเสี่ยง มองปริมาณ แต่ไม่ได้มองคุณภาพ เราคิดว่าธุรกิจจะโต 30% แต่เราไม่ได้คิดว่าโอกาสที่มันจะเกิดขึ้นมีมากน้อยแค่ไหน แล้วในทางกลับกันมันมีโอกาสที่จะลดลง 30% หรือเปล่า ในความเป็นจริงแล้วหุ้นที่มีความเป็นวัฏจักร มีราคาหรือต้นทุนที่ผันผวน มีลูกค้าน้อยราย เช่น ส่งออกอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคส์ หุ้นที่มียอดขายไม่สม่ำเสมอ เช่น รับเหมา จะสามารถประเมินกำไรในอนาคตได้ยากกว่าธุรกิจที่มีลูกค้าหลายราย มีการซื้อซ้ำ และราคาขายและต้นทุนไม่ผันผวน ยกตัวอย่างหุ้น หุ้นกลุ่ม OEM กับ หุ้นค้าปลีก แต่ OEM ถ้าดีก็จะดีใจหาย แต่ถ้าลูกค้ารายหลักๆหายไปซักรายก็จะมีผลกระทบต่องบการเงินเป็นอย่างมาก (ซึ่งบางครั้งผู้บริหารก็ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต) ส่วนค้าปลีกก็ไม่ได้ว่าประเมินได้ง่ายเสมอไปเพราะถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ต้นทุนอาจจะเพิ่มในขณะที่กำลังซื้อถดถอย ตัวอย่างเช่นช่วงต้นปี 2014 ที่ผ่านมา หุ้นค้าปลีกส่วนมากมีผลประกอบที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ตามความแน่นอนของการคาดการณ์งบการเงินของหุ้นค้าปลีกจะมีความแน่นอนกว่ามาก แต่ถ้ามองในมุมของการประเมินมูลค่า PE ที่สูงของหุ้นพวกนี้ (เทียบกับหุ้นค้าปลีกในต่างประเทศ) ก็อาจจะเป็นความเสี่ยงที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ

เชื่อผู้บริหารมากเกินไป

นักลงทุนหลายๆคนไม่ได้ติดตามว่าสิ่งที่ผู้บริหารเคยพูดในอดีต ทำให้ “ตีความ” ข้อมูลที่ผู้บริหารให้สูงหรือต่ำเกินจริง ผู้บริหารบางท่านเป็นนัก “ขายฝัน” มีโปรเจคเยอะ บอกว่าจะขยายให้ได้ 100 – 200 สาขา แต่พอทำจริงๆอาจจะไม่ถึง 10 สาขา นักลงทุนที่ไม่เคยติดตามผลงานก็ต้อง “ฝันสลาย” ไปตามๆกัน แต่ถ้าเราย้อนไปศึกษาข้อมูลในอดีตซักนิด ก็จะพบว่าผู้บริหารท่านนั้นมี Track Record ที่ไม่ค่อยดี พูดอะไรก็ทำไม่ค่อยได้ ในขณะที่บางพวกเป็นพวก “พูดน้อย ทำมาก” ถามว่าเป็นยังไง? จะโตแค่ไหน? อาจจะบอกแค่ 5-10% แต่พอทำจริงๆกลับได้เยอะกว่านั้น แบบนี้เราก็ต้องนำผลงานของท่านมาพิจารณาในการประเมินกำไร อย่างไรก็ตาม บางครั้งสิ่งที่ผู้บริหารพูดอาจจะไม่มีความสำคัญเท่ากับปัจจัยภาพนอก บางครั้งสภาวะอุตสาหกรรมดูดี มีปัจจัยเชิงบวกเป็นลมหนุน ไม่ว่าจะมาจากนโยบายรัฐ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค เหตุการณ์พิเศษ ที่อาจจะเอื้อต่อธุรกิจ เวลาผู้บริหารพูดอะไร ก็อาจจะดูน่าเชื่อถือ แต่ถ้าสภาวะการณ์พลิกผัน เป้าหมายของผู้บริหารก็อาจจะดู “เกินจริง” ขึ้นมาทันที ในฐานะนักลงทุน การหาแหล่งข้อมูลอื่นมาประกอบเพื่อ “ตรวจสอบความถูกต้อง” ของผู้บริหารถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น บางครั้งการศึกษาและพูดคุยกับผู้บริหารของบริษัทคู่แข่ง บริษัทที่เป็นคู่ค้า หรือลูกค้า ก็จะช่วยให้เราสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ผู้บริหารให้มาได้

ไม่ได้พิจารณาความน่าจะเป็นของงบที่อาจจะเกิดขึ้น

ในความเป็นจริงไม่มีใครสามารถคาดเดากำไรในอนาคตได้อย่างแม่นยำ 100% เรามองออกได้แค่เป็น “ช่วง” หรือ Range ของกำไรเท่านั้น สำหรับธุรกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง (งบที่ดีที่สุดกับแย่ที่สุดมีความแตกต่างเกินกว่า 30%) ผมจะประเมินกำไรออกมาในหลายๆกรณี และจะดูว่าแต่ละกรณีมีความน่าจะเป็นอย่างไร นักลงทุนหลายท่านมองแต่กรณีปรกติ (Base Case) หรือ กรณีดีสุดๆ (Best Case) แต่ไม่ได้เพื่อโอกาสไว้สำหรับกรณีแย่สุดๆ (Worst Case) เลย ซึ่งหลายๆครั้งหมายถึงการประเมินมูลค่าที่ผิดพลาดและการขาดทุนแบบมหาศาลที่เกิดจากการไม่มี “ส่วนเผื่อความผิดพลาด” (Margin of Error) ที่มากพอ เปรียบเทียบก็เหมือนการทอยลูกเต๋าพิเศษที่มีตัวเลขทั้ง 6 ด้านคือ {1, 1, 5, 5, 5, 5} การที่มีเลข “5” ถึงสี่ด้านไม่ได้แปลว่าจะไม่มีโอกาสที่ทอยได้เลข 1 ซึ่งถ้าเลข 1 ต่ำพอที่จะทำให้หุ้นตกลงอย่างมหาศาลได้ เราก็ต้องควรพิจารณาความน่าจะเป็นในส่วนนั้นด้วย สุดท้ายแล้วการประเมินมูลค่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องแบบไม่มีวันจบ (Continuous Improvement) เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความขยันทุ่มเท ทำการบ้านเยอะๆ และเรียนรู้จากข้อผิดพลาดและมุมมองของนักลงทุนท่านอื่น อย่างไรก็ตามในสภาวะตลาดที่ “หุ้นตามกระแสนิยม” มาแรง ราคาตลาดอาจจะไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง หุ้นที่ Hot และเป็นที่นิยมก็จะมีราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงมาก ในขณะที่หุ้นบางกลุ่มก็จะไม่มีใครเหลียวแล และนั่นก็อาจจะเป็นโอกาสในการซื้อกิจการที่ดี แข็งแกร่ง มีการเติบโต ในราคาที่มีส่วนลด และสิ่งเหล่านั้นก็อาจจะเป็นรางวัลพิเศษให้กับนักลงทุนที่เฉลียวฉลาดและมีความอดทนมากพอ

ด้วยรักและพันล้าน

Road to Billion

การประเมินกำไรในอนาคต ตอน 2

Published by:

สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่านบทความ “การประเมินกำไรในอนาคต ตอนที่ 1” ผมอยากให้กลับไปอ่านก่อนครับ ผมได้พูดว่าการประเมินกำไรในอนาคตเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์และมีขั้นตอนในการทำอย่างไร ในตอนที่ 2 นี้เราจะลงในรายละเอียด โดยจะกล่าวปัจจัยที่มีผลต่อกำไรอย่างละเอียดมากขึ้น

รายได้

หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว มักจะมีการเติบโตของรายได้ที่สม่ำเสมอ การประเมินรายได้ของหุ้นพวกนี้อาจจะใช้อัตราการเติบโตในอดีตได้ แต่สำหรับหุ้นที่มีรายได้ในอดีตไม่สม่ำเสมอ ได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจ หรือบริษัทที่มีผู้บริหาร ผลิตภัณฑ์ หรือหน่วยธุรกิจใหม่ๆ การใช้ตัวเลขในอดีตอาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด เราอาจจะต้องอาศัยข้อมูลการจากทางผู้บริหารประกอบ อย่างไรก็ตามเราต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของรายได้ โดยเฉพาะบริษัทที่มีลูกค้าน้อยราย หรือบริษัทที่ไม่มีลูกค้าประจำหรือไม่สามารถกำหนดราคาขายแน่นอนได้ บริษัทเหล่านี้เราต้องมี “ส่วนเผื่อสำหรับข้อผิดพลาด” ไว้บ้าง

ถ้าอยากจะอ่านเกี่ยวกับการวิเคราะห์การเติบโตของธุรกิจอย่างละเอียด อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ “หุ้นเติบโตหรือติดดิน” ครับ ในบทความนี้ผมวิเคราะห์อย่างละเอียดเลยว่าปัจจัย เช่น การปรับราคา ปริมาณขาย การซื้อกิจการ มีผลต่อการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างไร

การประมาณการอัตราการทำกำไร

ต้นทุนของธุรกิจหลักๆมีสองส่วนคือ ต้นทุนในการขาย (Cost of Good Sold หรือ COGS) และค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร (Sale, General & Admin หรือ SG&A) ในการวิเคราะห์เราต้องมองให้ออกว่าทั้ง COGS และ SG&A มีส่วนไหนบ้างที่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ และส่วนไหนเป็นค่าใช้จ่ายทีแปรผันตามยอดขาย ธุรกิจโรงแรมจะมีค่าใช้จ่ายคงที่ค่อนข้างเยอะจากค่าเสื่อมราคา ทำให้การเพิ่มขึ้นของยอดขายในวัฏจักรขาขึ้นจะทำให้อัตราการทำกำไรเติบโต (รายได้เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่น้อยกว่า) แต่ในขณะที่ธุรกิจเกษตรอาจจะมีต้นทุนแปรผันเยอะ เพราะฉะนั้นการเพิ่มขึ้นของยอดขายอาจจะไม่ได้ถึงอัตราการทำกำไรที่ดีขึ้น (สำหรับธุรกิจนี้ ต้องมองกันที่ราคาขายและราคาของวัตถุดิบเป็นหลักๆ)

การใช้อัตราส่วนในอดีตจะสามารถใช้ได้แต่เราต้องดูผลกระทบที่บริษัทจะได้รับในปีปัจจุบัน ซึ่งอาจจะมาจากค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค หรือค่าแรงที่ปรับตัวขึ้น รวมถึงอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ของธุรกิจ ส่วนมากแล้วทางบริษัทจะสามารถให้ข้อมูลได้ว่าแนวโน้มของอัตราการทำกำไรในปีนี้จะเป็นยังไง แต่ก็อย่าลืมถามถึง “เหตุผล” ที่จะเป็นอย่างนั้นด้วยนะครับ เราจะได้นำมาวิเคราะห์ต่อได้

ต้นทุนทางการเงินและกระแสเงินสด

สองอย่างนี้ใกล้กันจนหลีกเลี่ยงกันไม่ได้ บริษัทที่มีกระแสเงินสดดีจะมีเงินเหลือไปจ่ายหนี้เพื่อลดภาระทางการเงิน แต่สำหรับบริษัทที่ต้องใช้Working Capitalหรือเงินลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนมาก อาจจะต้องอาศัยการกู้ยืมที่มากขึ้นถ้าธุรกิจจะต้องการเติบโต การวิเคราะห์โดยละเอียดจะทำได้ยากสำหรับคนที่ไม่ใช่นักวิเคราะห์มืออาชีพ แต่เราสามารถทำได้คร่าวๆโดยการวิเคราะห์งบกระแสเงินสด ถ้ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานหักด้วยเงินที่ใช้ในการลงทุนติดลบมากๆ บริษัทจำเป็นต้องจัดหาเงินจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งอาจจะหมายถึงการกู้เงินจากธนาคารหรือการเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้น สมมติว่าบริษัทต้องใช้

อัตราภาษี

ค่าใช้จ่ายบางประเภทไม่สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายเพื่อลดภาษีได้ เช่น การตั้งสำรองหนี้เสีย ทำให้อัตราการจ่ายภาษี (“ภาษีจ่าย” หารด้วย “กำไรก่อนหักภาษี”) มีอัตรามากกว่าปรกติ แต่ในบางกรณีบริษัทอาจจะจ่ายภาษีน้อยกว่าฐาน 20% เนื่องจากได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น BOI การประเมินภาษีทำได้ยาก ถ้าอัตราการจ่ายภาษีในอดีตไม่ได้ผันผวนมากผมก็จะใช้ตัวเลขเดิม แต่ถ้าผันผวนประเมินยาก ผมจะโทรถามข้อมูลส่วนนี้จากทางเจ้าหน้าที่นักลงทุนสัมพันธ์โดยตรงเลย ซึ่งจะแม่นยำกว่าการคาดเดาของเราแน่นอน

ผลกระทบจาก Dilution

การออก Warrant การเพิ่มทุน การจ่ายหุ้นปันผล จะทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลให้กำไรต่อหุ้นลดลง นักลงทุนหลายท่านประเมินมูลค่าโดยที่ยังไม่ได้นำหุ้นส่วนเพิ่มนี้มารวม ทำให้ได้ตัวเลขกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่สูงเกินจริง สุดท้ายแล้วเราต้องไม่ลืมว่าการเติบโตของ EPS ในระยะยาวจะเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด

สุดท้ายแล้วหุ้นแต่ละตัว ในแต่ละอุตสาหกรรมก็จะมีปัจจัยที่มีผลต่อรายได้และกำไรแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการประเมินกำไรให้แม่นยำ จำเป็นต้องอาศัยการสะสมประสบการณ์ (รวมถึงข้อผิดพลาด) ในการวิเคราะห์ธุรกิจและประเมินกำไรในอนาคต สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการทั้ง 5 ข้อที่ผมได้กล่าวถึงในบทความก่อนหน้านี้ถ้ากระบวนการถูกต้องแล้ว ในท้ายที่สุดเราจะได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจ ถ้าเราผิดพลาดตรงไหนก็ค่อยๆปรับแก้ไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องคอยประเมินตัวเองอยู่เสมอ ในบทความหน้า ผมจะมาพูดถึงข้อผิดพลาดในการประเมินกำไรในอนาคตที่นักลงทุนชอบทำกัน ติดตามกันได้ครับ

5 ขั้นตอนการสร้างพอร์ตแบบเซียนหุ้นพันล้าน

Published by:

5 steps to investment success

ขั้นที่ 1 กำหนดแนวทางการลงทุน

  • ข้อนี้เป็นสิ่งนักลงทุนส่วนมากมองข้าม หลายคนหยิบเอาปรัชญาในการลงทุนของคนอื่นมาใช้โดยไม่ได้พิจารณาให้ถ่องแท้ก่อน ว่ามันเข้ากับนิสัย ความถนัด และเป้าหมายในการลงทุนของเรารึเปล่า
  • นอกจากนั้น ก่อนเราจะเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งเราควรเข้าใจก่อนว่าในโลกการลงทุนนี้มีกลยุทธ์การลงทุนที่ประสบความสำเร็จแบบไหนบ้าง การศึกษาแนวทางของนักลงทุนระดับโลก Buffett, Fisher, Lynch, Graham, Templeton ถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างปรัชญาการลงทุนที่ประสบความสำเร็จของนักลงทุนทุกคน

ขั้นที่ 2 รู้จักหลักการที่ถูกต้อง Continue reading

การประเมินกำไรในอนาคต ตอน 1

Published by:

past now future

การรู้จักการประเมินกำไรล่วงหน้าอย่างถูกต้องจะช่วยให้เราตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้น เพราะนอกจากจะสามารถประเมินอัตราการเติบโตและความถูกแพงของหุ้นได้ถูกต้องแม่นยำขึ้นแล้ว การมีโมเดลในการประเมินกำไรจะเป็น “เครื่องจับโกหก” ชั้นดีที่เราสามารถนำไปใช้ในการประเมินความเป็นไปได้ของสิ่งที่ผู้บริหารพูดหรือสิ่งที่นักวิเคราะห์เขียนไว้ในบทวิจัย การที่เราสามารถใช้เครื่องมือตรงนี้ได้อย่างแม่นยำจะทำให้เราได้เปรียบนักลงทุนทั่วๆไปที่ไม่มีเครื่องมือตรงนี้

Continue reading

การประเมินมูลค่าแบบ 4 มิติ

Published by:

Image
 

“ราคาคือสิ่งที่คุณจ่าย มูลค่าคือสิ่งที่คุณได้รับ” ~ วอร์เรน บัฟเฟต์

ปัจจัยที่มีผลต่อการประสบความสำเร็จของนักลงทุน ไม่ว่าจะในสินทรัพย์ใดๆ ก็คือการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ที่จะทำการซื้อได้ถูกต้อง และจ่ายในราคาที่ตำ่กว่ามูลค่านั้นเพื่อสร้างผลตอบแทนที่คาดหวังไว้ได้ 

 หุ้นก็เช่นกัน Continue reading

5 ข้อปฏิบัติเวลาตลาดหุ้นวิบัติ

Published by:

Rainbow after the rain

1. เรียกสติ เรียกสตางค์ การตัดสินด้วยอารมณ์รุนแรง (ไม่ว่าจะเป็นโลภ โกรธ​ หรือกลัว) มักจะเป็นการตัดสินใจที่ไม่ดีซักเท่าไหร่ ถ้าไม่เชื่อก็ลองนึกถึงการตัดสินในชีวิตของเราที่ผ่านมาดูครับ ดูว่ามันดีหรือแย่ยังไง? สภาวะตลาดแบบนี้มีโอกาสสูงที่เราจะผันผวนและอ่อนไหวไปตามอารมณ์ของตลาด ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือเราต้องรักษา “สติ” ไว้ให้ได้ ถ้าเราเครียดมากก็ไปพักซักนิด ใครไม่เคยนั่งสมาธิตอนนี้ก็อาจจะเป็นโอกาสที่ดีในการเริ่มต้นฝึก ถ้าเราไม่รู้จะทำยังไงก็อาจจะปล่อยวางปัญหาลงบ้าง การแบกมันอยู่บนหลังตลอดเวลาไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ดีเลย Continue reading

คัมภีร์นักลงทุนหน้าใหม่

Published by:

เส้นทางการลงทุนเริ่มต้นที่นี่

ตอนผมเริ่มต้นชีวิตนักลงทุนใหม่ๆเคยฝันว่าอยากจะมี “เซียนหุ้น” เก่งๆคอยให้คำแนะนำ คล้ายๆกับนักกีฬาที่ต้องการโค้ช มาคอยช่วยให้คำแนะนำในการฝึก คอยบอกเราว่าต้องระวังอะไร ต้องศึกษาเรื่องอะไร และอะไรเป็นปัจจัยของความสำเร็จในอาชีพของเรา

วันนี้ผมโชคดีที่ได้รู้จักกับอาจารย์ นักลงทุนรุ่นพี่ รุ่นน้องเก่งๆหลายท่านที่คอยให้คำแนะนำอันมีคุณค่ากับผม ทุกครั้งที่มีโอกาสผมก็จะถ่ายทอดความรู้เหล่านั้นให้กับคนที่สนใจเรียนรู้ แต่ก็ได้เพียงแค่คนหยิบมือเดียวเท่านั้น แถมหลายครั้งก็อาจจะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ผมก็เลยสรุปแนวคิดจากประสบการณ์ส่วนตัวและที่รับการถ่ายทอดมาให้ออกมาเป็น “คู่มือสำหรับผู้เริ่มต้นการลงทุน” Continue reading

จะถือหุ้นกี่ตัวในพอร์ตดี?

Published by:

ซื้อหุ้นก็เหมือนมีลูก อยากจะมีกันกี่คนครับ? แฝด 5 ดีมั้ย?

ใน Meeting ของ Road to Billion ที่ผ่านมามีคนถามคุณสุมาอี้กับผมว่า “ควรจะมีหุ้นซักกี่ตัวดี?”​ คำถามนี้คงเป็นเรื่องที่ค้างคาใจนักลงทุนหลายท่านเพราะในงานสัมมนาแทบทุกครั้ง ผมมักจะได้ยินคนถามคำถามนี้ ผมก็เลยได้โอกาสไปค้นคว้าหาแง่มุมต่างๆมาแลกเปลี่ยนกับผู้อ่าน เป็นการลองบิดกุญแจไขปัญหาที่ค้างคาอยู่ในหน้าอก (ข้างซ้าย) ของนักลงทุนทุกท่าน

แต่ก่อนจะตอบว่ามีหุ้นกี่ตัวดี เราควรจะถามก่อนว่าจำนวนหุ้นที่เราถือจะมีผลยังไงต่อพอร์ตและชีวิตของเราบ้าง Continue reading

5 คำถามยอดฮิตที่ต้องคิดเวลาขายหุ้น

Published by:

เคยรู้สึกแบบนี้มั้ยครับ เวลาหุ้นปรับตัวขึ้นมามากๆ แทนที่จะถือไว้เรากลับกลัวว่ากำไรมันจะหดหายก็เลยรีบขายทิ้ง เวลาหุ้นปรับตัวลงเยอะๆเราก็ใจฟ่อไม่กล้า cut loss สุดท้ายหุ้นก็ลงต่อไปอีก ผมเชื่อว่านักลงทุนทุกคนน่าจะเคยผ่านความรู้สึกแบบนี้มาบ้าง ความรู้สึกไม่แน่ใจ สงสัย ว่าเมื่อไหร่เป็นจังหวะที่เหมาะสมในการ “ขายหุ้น” วันนี้ผมก็เลยขออนุญาตวิเคราะห์แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการขายหุ้นผ่านคำถาม 5 ข้อที่คิดว่าทุกคนน่าเคยจะถามตัวเองมาบ้างเวลาคิดที่จะขายหุ้น Continue reading

“เติบโต” หรือ “ติดดิน” – วิธีวิเคราะห์หุ้นเติบโตแบบหลายมิติ

Published by:

ขึ้นได้เหมือนกัน แต่จะเลือกอันไหนดี?

 

หุ้นที่มีกำไรเติบโต (Growth Stock) นับว่าเป็นหุ้นที่ทำกำไรให้กับนักลงทุนดีที่สุดประเภทนึง เพราะหุ้นกลุ่มนี้นอกจากจะมีกำไรที่เติบโตขึ้นรวดเร็วแล้ว ตลาดมักจะให้ราคาหุ้นประเภทนี้สูงกว่าตลาดด้วย อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่าทุก Growth Stock จะดีเหมือนกันทุกบริษัท หลายบริษัทที่ตอนแรกๆอาจจะดูเหมือนเป็น “หุ้นเติบโต” แต่พอเวลาผ่านไปกลับกลายเป็น “หุ้นติดดิน”

คำถามที่นักลงทุนทุกคนควรจะต้องถามคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า Growth Stock ตัวไหนจะสามารถเติบโต “ได้จริง” อย่างมีคุณภาพ Continue reading

เล่นหุ้นอย่างไรให้ชนะผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ ตอนที่ 3

Published by:

ซุนวูเคยกล่าวไว้ว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” การลงทุนก็คงไม่ต่างกัน การจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องเข้าใจข้อดีข้อเสียของตัวเองอย่างถ่องแท้และถี่ถ้วน ถ้าเราไม่สนใจที่จะศึกษาอย่างจริงๆจังๆผมก็แนะนำให้ไปซื้อกองทุนรวมที่อ้างอิงกับดัชนี หรือ Index Fund ตามที่คุณปู่บัฟเฟตต์เคยแนะนำไว้ครับ เพราะยังไงก็ตามผลตอบแทนของตลาดหุ้นของไทยโดยเฉลี่ยก็น่าจะสูงกว่าระดับ 10% (ถ้าเราอยากจะได้ผลตอบแทนเท่ากับค่าเฉลี่ย เราต้องลงทุนอย่างสม่ำเสมอและไม่ขายหุ้นเวลาวิกฤตและไม่ซื้อหุ้นอย่างบ้าคลั่งเวลาที่ทุกคนแห่กันไปซื้อหุ้น) Continue reading