Road to Billion » Blog Archives

Author Archives: Pakpoom

About Pakpoom

About Pakpoom

อดีตผู้บริหารกองทุนหลายพันล้าน พนักงานหัวกะทิในบริษัทข้ามชาติ นักเรียนดีเด่นในมหาลัยระดับโลก ผู้มีความฝันจะเป็นเศรษฐีพันล้านตั้งแต่อายุ 17 แต่สุดท้ายก็ค้นพบว่าในชีวิตอะไรหลายอย่างที่สำคัญกว่านั้น เลยอยากจะช่วยให้คนไทยหลุดพ้นจากการทำงานเพื่อเงิน เพื่อไปทำอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่า

Uncategorized

ทำไมตลาดหุ้นเวียดนามถึงน่าสนใจ

Published by:

 

นักลงทุนส่วนมากอยากจะได้ผลตอบแทนสูงๆในระดับ 20-30% ต่อปี แต่การคาดหวังผลตอบแทนในการลงทุนในระดับสูงๆแบบนั้นในระยะเวลาซัก 5-10 ปีข้างหน้า เราต้อง “เลือก” ตลาดให้ถูกด้วย

เวียดนามเป็นประเทศที่ปัจจัยส่งเสริมมากมาย ตั้งแต่เศรษฐกิจที่กำลังจะถูกขับเคลื่อนโดยชนชั้นกลางที่มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว Boston Consulting Group บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกได้ออกบทวิจัยในปี 2013 ว่า Middle and Affluent Class (MAC หรือ คนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อ) ในเวียดนามจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวภายในปี 2020 ในขณะที่การเติบโตของ MAC ในประเทศไทยต่ำกว่าที่เวียดนามมาก (เวียดนาม 12.9% CAGR vs. ไทย 4.2% CAGR) ประชากรกลุ่มนี้ที่มากขึ้นหมายถึงกำลังซื้อที่มากขึ้นในทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน อย่าง นม เนื้อสัตว์ เสื้อผ้า จนถึงของที่มีราคามากขึ้นอย่าง รถยนต์ และ อสังหาริมทรัพย์

นอกจากนี้เวียดนามยังเป็น Destination ของการลงทุนสำหรับบริษัทต่างชาติที่กำลังมองหาฐานการผลิตต้นทุนต่ำ และมีกำลังซื้อในประเทศรองรับ ค่าแรงที่ยังต่ำกว่าประเทศไทย 30% และประชากร 90 ล้านคนทำให้เวียดนามเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของ Samsung และบริษัทระดับโลกอีกมากมาย ทำให้วันนี้ยอดการส่งออกของเวียดนามแซงประเทศไทยไปแล้ว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก็เยอะไม่แพ้ประเทศไทย รถไฟฟ้า ท่าเรือน้ำลึก สนามบิน ถนน ทางด่วน โรงไฟฟ้า (แต่แน่นอนว่าการลงทุนเยอะแบบนี้มีผลต่อหนี้ภาครัฐ ซึ่งผมจะพูดในตอนต่อไป)

ถ้าใครติดตามข่าวการเข้าไปซื้อกิจการของบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยตั้งแต่กลุ่ม Central และกลุ่ม ThaiBev (แน่นอนว่า CP ไปลงทุนที่เวียดนามมานานแล้ว ใครไปเดินตาม Supermarket จะเห็นสินค้าของ CP ขายอยู่เต็มตลาด) จะเห็นว่าเจ้าสัวทั้งหลายได้เข้าไปจับจองกิจการสำคัญๆของประเทศเวียดนาม ตั้งแต่ BIGC Vietnam, METRO (คล้าย MAKRO บ้านเรา), Nguyen Kim (ร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม) รวมถึงการถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนามอย่าง Vinamilk นอกจากนี้กองทุน Hedge Fund และ Private Equity Fund ระดับโลกทั้งหลายก็เข้าไปลงทุนในเวียดนาม เพราะทุกคนมองเห็นโอกาสในการเติบโตมหาศาลในประเทศเวียดนาม

แต่ตลาดเวียดนามก็อาจจะไม่ได้ง่ายขนาดนั้น วันนี้หุ้นเวียดนามยังมีราคาถูกมาก ถ้าเปรียบเทียบ Mareket Cap ของตลาดหุ้นต่อ GDP เวียดนามจะอยู่ที่ 35% ของ GDP ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 113% (SET รวมกับ MAI)

ส่วนหนึ่งที่หุ้นยังถูกอยู่เป็นเพราะกฏเกณฑ์ข้อบังคับจากตลาดหลักทรัพย์ ที่ไม่ค่อยยืดหยุ่น (เช่น ไม่สามารถทำ Net Settlement ในการซื้อขายระหว่างวันได้) แต่ก็ถือว่ามีแนวโน้มที่จะดีขึ้น ตัวอย่างเช่นเรื่อง Foreign Limit ที่เมื่อก่อนถูกจำกัดไว้ที่ 49% แต่ช่วงปีที่ผ่านมามีบริษัทใหญ่ๆหลายบริษัทเริ่มเปิดให้ต่างชาติถือหุ้น 100% ได้แล้ว หุ้น Vinamilk (VNM) ก็เป็นหนึ่งในนั้น

อย่างไรก็ตามอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หุ้นเวียดนามยังถูกอยู่กก็มาจากความเสี่ยง และ การเข้าถึงข้อมูลที่ยังทำได้ยากกว่าตลาดหุ้นในประเทศอื่น อยากรู้ว่ามันคืออะไรติดตามได้ในวันพรุ่งนี้ครับ

————————–————————–————————

สำหรับคนที่อยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับตลาดหุ้นเวียดนามแบบจริงๆจังๆ เจาะลึกราย Sector วิเคราะห์หุ้นแบบรายตัวเลย ลองดูรายละเอียดของสัมมนา “ว่าที่เซียนหุ้นแสนล้านดอง” ของ Road to Billion ที่จะเปิดในวันที่ 8-9 ตุลาคมนี้ได้นะครับ Promotion พิเศษมีถึงวันศุกร์ที่ 23 กันยานี้เท่านั้นนะครับ ดูรายละเอียดได้ในลิงค์ด้านล่างครับ
www.roadtobillion.com/vietnam

Uncategorized

8 เทคนิคปรับพอร์ตในภาวะวิกฤต

Published by:

8 เทคนิคปรับพอร์ตในภาวะวิกฤต

 

8 วันทำการที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง 137 จุด คิดเป็น 8.8% แต่หุ้นหลายๆตัวปรับตัวลดลงกว่า 20-40% ในระยะเวลาสั้นๆ เรียกได้ว่า “ติดดอยกันถ้วนหน้า” มีคนถามผมเข้ามาเยอะว่าจะปรับพอร์ตยังไงดี? ขายตอนนี้ยังทันมั้ย? เมื่อไหร่ควรจะซื้อหุ้นคืน? ผมเลยรวบรวมเทคนิค 8 ข้อ ง่ายๆแต่ได้ผลสำหรับการรับมือกับตลาดช่วงวิกฤตแบบนี้

1. หลีกเลี่ยงหุ้นที่ไม่มีพื้นฐานรองรับ

แน่นอนว่าตลาดแบบนี้หุ้นที่จะโดนตลาดลงโทษเยอะสุดคือหุ้นที่ไม่มีพื้นฐานรองรับ หุ้นที่ขึ้นมาด้วย story ล้วนๆ กำไรยังตามไม่ทัน (ซึ่งอาจจะสะท้อนอยู่ใน PE ที่สูงลิบลิ่ว หลายตัวเกิน 50-100 เท่า) ในขณะที่หุ้นหลายๆตัวยังไม่มีกำไรด้วยซ้ำ สุดท้ายเราต้องแยกแยะให้ออกระหว่าง “ความคาดหวัง” (อนาคต) กับ “ความจริง” (อดีต) ว่าอะไรมีผลต่อหุ้นที่เราถือมากกว่ากัน ถ้าหุ้นขึ้นมาเพราะ “ความคาดหวัง” ล้วนๆ แต่ “ความจริง” หรืองบการเงินในอดีตไม่ได้ดีเลย แบบนี้ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษครับ

2. หลีกเลี่ยงการใช้ Margin Loan 

วอร์เรน บัฟเฟต์ เคยพูดเตือนหลายครั้งว่า การยืมเงินมาลงทุน อาจจะสร้างหายนะให้กับเราได้ แน่นอนว่าในภาวะตลาดที่ดี หรือสำหรับนักลงทุนที่เก่งมากๆ การใช้ Margin Loan ในจังหวะที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้ แต่สำหรับนักลงทุนอีก 99% การใช้ Margin Loan เป็นการขุดหลุมให้กับตัวเองในภาวะตลาดที่ผันผวนแบบนี้ เพราะถ้าราคาหุ้นลงมามากจนทำให้เราต้อง force sell เราจำเป็นต้องขายหุ้นในเวลาที่ไม่ควรขายที่สุด (และพลาดโอกาสในการซื้อหุ้นในจังหวะที่น่าซื้อที่สุด)

3. ถือเงินสดในระดับที่เหมาะสมกับตัวเรา 

ควรมีเงินในสดในพอร์ตเท่าไหร่ดี? คำถามนี้ไม่มีคำตอบที่แน่นอน เพราะว่ามันจะขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละคน เงินก้อนที่นำมาลงทุนเราจำเป็นต้องใช้มันมั้ย? ระยะเวลาในการลงทุนนานเท่าไหร่? พอร์ตหุ้นคิดเป็นกี่เปอร์เซนต์ของสินทรัพย์สุทธิของเรา? แต่อย่างไรก็ตามผมแนะนำให้เหลือเงินสดไว้ส่วนหนึ่ง เผื่อไว้สำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เราจะได้มีเงินไว้ซื้อหุ้นดีๆในราคาลดพิเศษ นึกภาพ iPhone 7 ในราคาลด 50% สถานการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ

4. หาหุ้นใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา 

ยิ่งหุ้นตกยิ่งต้องขยัน (ที่จริงเราควรจะขยันมาตั้งแต่หุ้นยังไม่ตกแล้ว) ราคาหุ้นในภาวะวิกฤตแบบนี้ มักจะอยู่ในระดับที่เหมาะสม Downside มักไม่เยอะแล้ว ถ้าเรามีระยะเวลาในการลงทุนที่นาน การซื้อหุ้นในภาวะตลาดแบบนี้ก็จะเป็นโอกาสทองในการลงทุน ถ้าหาหุ้นไม่ทัน เราอาจจะนัดรวมกลุ่มกันเพื่อแชร์ไอเดียการลงทุน ช่วยกันแบบนี้ รับรองมีไอเดียเด็ดๆตรึม

5. ทยอยซื้อหุ้นถ้า Downside ไม่เยอะ

ตลาดขาลงอย่าพึ่งไปหวัง Upside มาก เราควรจะมอง Downside เป็นหลัก และที่สำคัญเราควรจะ “ทยอย” ซื้อหุ้น แน่นอนว่าการทำแบบนี้อาจจะทำให้เราเสียโอกาส ถ้าหุ้น rebound ขึ้นมาแรง แต่มันจะปลอดภัยกว่าถ้าตลาดยังผันผวนแบบนี้ การเล็งเพื่อซื้อหุ้นในจุดต่ำสุด เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก แต่การทยอยซื้อหุ้นจะช่วยให้เราบริหารความเสี่ยงได้ดีกว่า

6. หลีกเลี่ยงการซื้อขายหุ้นโดยไม่ได้วางแผนล่วงหน้า

“ถ้าใช้อารมณ์ในการลงทุน เรามักจะทำอะไรโง่ๆเสมอ” บัฟเฟต์ไม่ได้กล่าวไว้ แต่ผมคิดว่ามันเป็นอะไรที่โคตรจริง นักลงทุนระดับโลกเก่งๆหลายๆคนถึงกับตั้งกฏให้กับตัวเองเลยว่า จะไม่ซื้อหุ้น นอกจากจะวางแผนมาล่วงหน้าแล้วเท่านั้น วิธีนี้ทำให้เราห่างจาก “อารมณ์” และใช้ “เหตุผล” มากขึ้น ผลตอบแทนก็จะดีขึ้นเช่นกัน

7. เผื่อใจไว้บ้าง เพราะบางครั้งมันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิด 

บางครั้งความไม่มีเหตุผลของตลาด อาจจะมีผลต่อราคาหุ้นมากกว่าที่เราคิด นักลงทุนหลายท่านชอบคิดว่า “ราคาหุ้นนี้โคตรถูก ใครไม่ซื้อก็บ้าแล้ว” แต่หุ้นกลับลงมาต่ออีก 30-40% ที่พลาดอาจจะเป็นเพราะเราประเมินมูลค่าผิด มองหุ้นไม่ขาด หรืออาจจะมองถูกแล้วแต่ตลาดและ Mr. Market อาจจะทำตัวแบบไม่มีเหตุผลจนเกินไป แต่ไม่ว่าจะออกมาแบบไหน เราต้องเผื่อใจไว้บ้าง เพราะมันมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นสูงในภาวะตลาดแบบนี้

8. นั่งสมาธิทุกๆวัน  

การผันผวนของราคาแบบนี้ทำให้เกิดความเครียด อารมณ์กลัวที่จะเสียเงิน กลัวหุ้นจะ rebound สิ่งเหล่านี้ทำให้เราตัดสินใจลงทุนได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ นักลงทุนเก่งๆระดับโลกหลายคนใช้การนั่งสมาธิเพื่อช่วยให้สามารถตัดสินใจลงทุนได้เฉียบขาดขึ้น นอกจากนั้นแล้วยังทำให้เราผ่อนคลาด เครียดน้อยลง ทำให้เรามีความสุขและดำเนินชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องมานั่งดูพอร์ตตลอดเวลา

ส่วนตัวผมเชื่อมั่นว่า “ในวิกฤต ทุกครั้งมีโอกาส” เซียนหุ้นทั้งหลายคนก็เกิดจากวิกฤตทั้งนั้น แต่วิกฤตก็เป็นบททดสอบที่จะช่วยให้เราพัฒนาตัวเองในฐานะนักลงทุน ให้เก่งขึ้น ขยันขึ้น แข็งแกร่งไม่หวั่นไหวต่อภาวะภายนอกมากขึ้น ไม่ว่าเราจะกำไรหรือขาดทุน อย่าปล่อยให้วิกฤตตรงนี้มันผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ เก็บเกี่ยวบทเรียนที่สำคัญให้กับตัวเอง แล้วสุดท้ายกำไรอย่างยั่งยืนจะอยู่กับเรา

การลงทุน

เก่งหรือโชคดี? ดูยังไงไม่หลอกตัวเอง

Published by:

ในโลกของการลงทุน โชคเป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับการแข่งขันต่างๆ โชคมีผลต่อผลลัพธ์ที่ออกมาไม่มากก็น้อย Micahel Mauboussin หัวหน้าของทีมกลยุทธ์ของ Credit Suisse เคยกล่าวไว้ในหนังสือ Success Equation ว่า ”โชคมีผลต่อการลงทุนค่อนข้างมาก ต่างกับกีฬาอย่างหมากรุกหรือบาสเก็ตบอลที่โชคมีผลน้อยกว่า” นี่คือเหตุผลที่ทำให้เรามักจะเห็นนักลงทุนหน้าใหม่ที่ “โชคดี” ได้ผลตอบแทนหลายสิบเปอร์เซ็นต์ในระยะเวลาไม่กี่เดือน ในขณะที่นักลงทุนชั้นเซียนอาจจะมีผลตอบแทนติดลบ

แต่ปัจจัยของ “โชค” จะมีผลน้อยลงมากถ้าเวลาผ่านไป นี่คือเหตุผลว่าทำ
ไมนักลงทุนอย่าง Buffett ที่มี Track Record กว่า 60 ปี (ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง Buffett Partnership ในปี 1956) จึงเป็นที่นับถืออย่างมาก เพราะระยะเวลานานขนาดนั้น ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง ก็ยังสามารถสร้างผลตอบแทนแบบน่าเหลือเชื่อได้ เรียกได้ว่าถ้าแค่ “โชคดี” คงอยู่มาไม่ได้นานขนาดนี้

Luck or Skill

แต่เนื่องจากมนุษย์ส่วนมากมีแนวโน้มที่จะคิดว่าตัวเองเก่งกว่าความเป็นจริง การที่เราจะประเมินผลลัพธ์การลงทุนของตัวเอง จำเป็นต้องมีตัวเลขและข้อมูลเข้ามาประกอบ (ใช้ Hard Facts vs. Opinion) ซึ่งสามารถทำได้โดยการคำนวณ NAV อย่างต่อเนื่องเป็นประจำ และใช้ NAV ตัวนี้เพื่อวัดผลตอบแทน

วิธีคำนวณ NAV แบบง่ายๆ

  1. กำหนดวันและความถี่ในการคำนวณ NAV อย่างน้อยที่สุดต้องทำปีละ 1 ครั้ง แต่ส่วนตัวผมทำเดือนละ 1 ครั้ง สำหรับนักลงทุนส่วนมาก ที่ไม่ได้ลงทุนเต็มเวลา ควรทำ NAV อย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง เพราะจะได้ทำการปรับพอร์ตตามผลประกอบการในแต่ละไตรมาสได้ทันท่วงที
  2. คำนวณมูลค่าทรัพย์สินในพอร์ต (หุ้น เงินปันผล เงินสด) หักออกด้วยหนี้สิน
    (Margin Loan, เงินที่ยืมมาสำหรับการลงทุน) แล้วก็นำยอดรวมมาหาร 100 บาท (ค่า NAV เริ่มต้น) จะได้เท่ากับจำนวนหน่วยของ NAV ที่เรามี ณ วันเริ่มต้น สมมติเราคำนวณมูลค่าสินทรัพย์สุทธิได้ 500,000 บาท เราก็จะมีทั้งหมด 5,000 หน่วย หน่วยละ 100 บาท
  3. เมื่อเราเติมเงิน หรือ ถอนเงินไปใช้ เราจะต้องทำการขายหน่วย ณ NAV วันที่ถอนหรือลงทุนเพิ่ม ยกตัวอย่างต่อจากข้อที่แล้ว สมมติว่าเวลาผ่านไป 3 เดือน พอร์ตมีกำไร มูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 750,000 บาท NAV จะกลายเป็น 150 บาท โดยที่มีจำนวนหน่วย 5,000 หน่วยเท่าเดิม แต่ถ้าเราจะเติมเงิน 300,000 บาท เราจะได้หน่วยเพิ่มขึ้นเป็น 5,000 + (300,000 / 150) = 7,000 หน่วย แต่ NAV จะเท่าเดิมที่ 150 บาท

วิธีการนี้จะทำได้เราสามารถวัดผลตอบแทนได้แม่นยำ ไม่ได้รับผลกระทบจากการลงทุนเพิ่มหรือถอนเงินออก พอเราได้ตัวเลขนี้แล้วเราก็นำตัวเลขนี้ไปเปรียบเทียบกับดัชนีเทียบวัด (Benchmark) ถ้าเราลงทุนหุ้นไทยก็ใช้ SET หรือ SET TRI (SET Total Return Index ดัชนีผลตอบแทนรวม ซึ่งจะรวมปันผลเข้าไปด้วย เป็นดัชนีเทียบวัดที่ผมว่าน่าจะถูกต้องกว่า หาข้อมูลได้ในเวบของตลาดหลักทรัพย์ฯครับ)

ถ้าผลตอบแทนดีกว่าตลาดก็ควรจะมีความสุขกับมัน อย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เราได้มากกว่าก็จะทะนงตัวแบบไม่จำเป็น ได้น้อยกว่าเพื่อนก็กลุ้มใจ ดูแล้วไม่มีประโยชน์เลย แต่ในทางกลับกัน ถ้าผลตอบแทน NAV
ของเราแพ้ตลาด ก็ต้องมาดูว่าเราทำ “เหตุ” หรือกระบวนการการลงทุนของเราได้ดีหรือยัง จะศึกษาเพิ่มเติมหรือว่าปรับปรุงแก้ไขตรงไหน เรียนรู้จากข้อผิดพลาด แต่บางครั้งเราทำ “เหตุ” ได้ดีแล้ว แต่ “ผล”  ก็ยังออกมาไม่เป็นใจ แบบนี้ก็ต้องทำใจ อดทนรอ เพราะถ้าเรามีกระบวนการลงทุนที่ดีแล้ว ในที่สุดเราก็จะสามารถเอาชนะตลาดได้ในระยะยาว

อย่างที่ปรมาจารย์ด้านการจัดการ Peter Drucker เคยบอกครับ

“ What gets measures, gets managed”

อะไรที่สามารถวัดผลได้ ก็สามารถจัดการได้

ขอให้สนุกกับการลงทุนครับ

บอล Road to Billion

ปล.  ตอนนี้มีโบรคเกอร์บางแหล่งมีระบบการวัด NAV อยู่ในเวบไซต์เลย ไม่ต้องคำนวณแถมทำกราฟเปรียบเทียบกับ SET ได้อีกด้วย ก็สะดวกดีครับ ผมเองไม่อยากเอ่ยชื่อ ลองหาดูแล้วกันนะครับ

Uncategorized

สุขภาพคุณมีค่าเท่าไหร่?

Published by:

Money vs health

ถ้ามีคนจะให้เงินคุณพันล้าน แลกกับการเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายคุณจะเอามั้ย?

ผมเชื่อว่าทุกคนคงตอบได้ทันทีว่า “ไม่” แต่น่าประหลาดใจ ที่ในชีวิตจริงเรากลับทำตรงกันข้าม

เราทำงานหนักทั้งชีวิต ยอมเครียด นอนน้อย กินเหล้า สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย กินอาหารขยะ เพียงเพื่อจะได้เงินเยอะๆ เก็บไว้รักษาตัวเองตอนป่วย เรากลัวว่าเราจะไม่มีเงินรักษา แต่แค่เราดูแลสุขภาพของเราให้ดี เราก็สามารถห่างไกลจากโรคนี้ได้ ซึ่งเป็นวิธีที่ถูกว่า ง่ายกว่า และได้ผลมากกว่าด้วย (เป็นการรักษาที่ “ต้นเหตุ” ต่างกับการรักษาแบบ “ปลายเหตุ” ในแพทย์แผนปัจจุบัน)

ถึงแม้มะเร็งจะเป็นโรคที่น่ากลัว แต่ก็เป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ ผมปฏิเสธไม่ได้ว่ากรรมพันธุ์มีส่วน แต่เท่าที่ผมศึกษาจากบทวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ถ้าเราดูแลเซลล์ในร่างกายของเราให้ดี หลีกเลี่ยงพฤติกรรมแบบ “มะเร็งถามหา” ถึงแม้จะมียีนส์มะเร็ง โอกาสที่จะเกิดก็จะลดลงเยอะมาก

ผมเองเริ่มหันมาดูแลสุขภาพหลังจากที่เริ่มเห็นญาติและคนรู้จักเสียชีวิตจากโรคร้ายนี้เยอะในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้มีแต่คนอายุเยอะๆแล้ว ผมมีคนรู้จักที่อายุ 20 ปลายๆถึง 30 ต้นๆเสียชีวิตเช่นกัน มันใกล้ตัวกว่าที่ผมคิด ทำให้ผมเริ่มศึกษาหาข้อมูลแนวทางการดูแลตัวเองเพื่อป้องกันโรค

ผมเองไม่ใช่หมอ แต่โชคดีที่มีคุณหมอเก่งๆดีๆที่ช่วยเผยแพร่ข้อมูลดีๆ ทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก เลยอยากจะเอามาแบ่งปันกัน

  • จากสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติปี 2555 (อันนี้ใหม่ที่สุดแล้ว ตีพิมพ์ปี 2557) ผู้ชายไทย ป่วยเป็นมะเร็งปอดอันดับ 1 รองลงมาคือมะเร็งลำไส้/ทางเดินอาหาร และมะเร็งตับ ส่วนผู้หญิง อันดับหนึ่งคือมะเร็งเต้านม รองลงมาคือมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้และทางเดินอาหาร
  • อาหารเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ปัจจุบันเรากินอาหารแปรรูปเยอะมาก แต่ไม่ได้กินอาหารที่มาจากธรรมชาติเลย ที่จริงแล้วมษุษย์จะมีสุขภาพที่ดีแข็งแรง ต้องทานพืชผักและผลไม้เยอะถึง 50% ของอาหารที่รับประทาน แต่ลองนึกดูนะครับ ว่าคุณกินผักผลไม้สดๆเยอะขนาดนั้นครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?
  • พอไม่ได้กินอาหารจากธรรมชาติที่เต็มไปด้วยเส้นใยอาหาร ก็ทำให้ไม่ได้ถ่ายท้อง ปรกติแล้วน้อยที่สุดคนเราควรจะต้องถ่ายอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง แต่มีหลายๆคนที่อาทิตย์นึงถ่ายแค่ 1-2 ครั้ง ทำให้ของเสียเข้าไปหมักหมมอยู่ในลำไส้ เกิดเป็นสารพิษซึมเข้าสู่ร่างกาย เป็นสาเหตุของมะเร็งลำไส้และระบบทางเดินอาหาร ส่วนตัวผมจะเอาพวกผักและผลไม้สดปริมาณเยอะๆมาปั่นทั้งกาก ทานอาทิตย์ละ 5-6 แก้ว (ถ้าให้ดีควรจะทานอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว เช้าเย็น) แบบนี้ก็สะดวกดี ถ้าจะกินผักให้ได้เยอะขนาดนั้นคงเคี้ยวกันจนเมื่อยปาก
  • ลดการบริโภคนำ้ตาล ปรกติร่างกายคนเรามีน้ำตาลอยู่ครึ่งช้อนชา แต่น้ำอัดลมกระป๋องนึงมีน้ำตาลอยู่ 8 ช้อนชา น้ำ ประเทศไทยนับว่าเป็นประเทศที่กินหวานมากที่สุดในโลกประเทศนึง ขนมก็หวาน น้ำก็ต้องกินหวานๆ น้ำตาลในเลือดที่สูงทำให้ระดับ insulin สูงขึ้น เป็นที่มาของโรคเบาหวานและโรคอ้วน ซึ่งทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น (โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคมะเร็ง มักจะมาพร้อมๆกัน เพราะอาการของโรคหนึ่งจะส่งผลในเชิงลบต่ออีกอัน)
  • ฝึกสมาธิ ปฏิบัติธรรม ความเครียดและผลกระทบด้านจิตใจมีผลโดยตรงต่อร่างกาย เคยสังเกตมั้ยครับว่าคนที่ป่วยเป็นมะเร็งส่วนมาก พอรู้จากหมอว่าเป็นมะเร็ง อาการกลับทรุดหนักอย่างรวดเร็ว ทั้งๆที่ผ่านมาก็ยังใช้ชีวิตปรกติ ถ้าเราไม่รู้จักฝึกสติ ปล่อยวาง พร้อมรับมือกับความตายไว้ล่วงหน้า จิตใจของเราจะเป็นศัตรูที่ร้ายการที่สุดในการต่อกรกับโรคนี้
  • การออกกำลังกายจะทำให้เซลล์ต่างๆในร่างกายได้รับออกซิเจนเพียงพอ ระบบต่างๆก็จะทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างน้อยที่สุดเราควรออกกำลังกายวันละ 30 นาทีอย่างน้อย 5 วัน สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลาแค่ยืนแกว่งแขนขณะดูทีวีก็น่าจะมีประโยชน์แล้ว

ผมเองก็บอกไม่ได้ว่าถ้าเราดูแลตัวเองแล้วจะไม่เป็นมะเร็ง ชีวิตคนเราไม่แน่นอน แต่ถ้าเราดูแลสุขภาพของตัวเองและคนรอบข้างให้ดีที่สุด เพราะถ้ามันโชคร้ายขึ้นมา ก็จะได้ไม่ต้องเสียใจเพราะเราทำดีที่สุดแล้ว แต่อย่างน้อยก็จะทำให้ร่างกายเราแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับโรค และมีโอกาสรอดได้มากขึ้นกว่าไม่ได้ดูแลตัวเองเลย

แล้วจะรออะไรอยู่ล่ะครับ? ดูแลตัวเองเลยตั้งแต่วันนี้ อย่ารอให้หมอมาบอก แล้วมันจะสายเกินไป

มีหลายสิ่งที่สำคัญกว่าเงินพันล้าน

Road to Billion by บอล ภาคย์ภูมิ

Uncategorized

3 คำถามที่คุณต้องตอบได้ก่อนซื้อหุ้น

Published by:

3 คำถามที่ต้องตอบได้ก่อนซื้อหุ้น

 

นักลงทุนส่วนมากซื้อหุ้นเพราะอยากจะกำไรเยอะ อยากรวย อยากสบาย แต่ไม่ชอบทำการบ้าน ซื้อหุ้นตามเพื่อน ตามบทวิเคราะห์ ตามข้อมูลในกรุ๊ปไลน์ แรกๆก็อาจจะกำไร แต่ถ้าไม่พัฒนาตัวเอง ไม่ศึกษาเรียนรู้ สุดท้ายก็ต้องขาดทุน แล้วถูกบีบให้ออกจากตลาดไป

วันนี้ผมเลยอยากจะเอาวิธีการทำการบ้านแบบง่ายๆ แค่ถามตัวเองด้วยคำถาม 3 ข้อ ใช้เวลาไม่นานแต่รับรองว่าช่วยให้เราหลีกเลี่ยงโอกาสในการขาดทุนที่จำเป็น และทำให้เรากำหนดจังหวะซื้อจังหวะขายได้ดีขึ้นด้วยครับ

1. ซื้อเพราะอะไร?

ลองวิเคราะห์ดูดีๆว่าอะไรที่ทำให้หุ้นตัวนี้น่าลงทุน แล้วเขียนมันออกมาให้ชัดเจน (พยามยามอย่าหลอกตัวเอง) ปรกติผมจะลิสต์ออกมาให้ได้เยอะๆก่อนแล้วค่อยเลือก 3-4 ข้อที่สำคัญที่สุด แล้วเจาะลึกลงไปในแต่ละประเด็นว่าเรามันเป็นอย่างที่เราคิดหรือเปล่า เช่น ถ้าผมบอกว่าผมซื้อหุ้นเพราะ “กำไรของบริษัทจะเติบโตจากการขยายสาขาและรายได้ต่อสาขาที่เริ่มฟื้นตัว” ผมก็ต้องไปดูข้อมูลของบริษัทว่ามีแผนการขยายสาขาเท่าไหร่ในปีนี้ แล้วทำได้จริงตามแผนหรือเปล่า ไปดูตัวเลขยอดขายต่อสาขาของ 10 ไตรมาสย้อนหลังประกอบ ฟังข้อมูลจากผู้บริหารหรือโทรคุยกับ IR เพื่อหาตรวจสอบข้อมูล

เหตุผลอื่นๆที่ผมมักจะได้คือ “ราคาหุ้นถูก PE ต่ำเมื่อเทียบกับอดีตและหุ้นที่มีลักษณะใกล้เคียง” “กำไรของบริษัทจะเติบโตจาก Utilization ที่เพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการทำกำไรเพิ่มขึ้น” “หุ้นมีปัญหาชั่วคราว จากการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ล่าช้า ทำให้ราคาหุ้นตกลงมา ถ้าไตรมาสหน้าเปิดตัวได้จะทำให้รายได้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ”

2. ความเสี่ยงของหุ้นตัวนี้คืออะไร?

ก่อนอื่นเราต้องถามตัวเองแบบแฟร์ๆ ไม่มีอคติ ว่า “เราได้ยินหุ้นตัวนี้มาจากที่ไหน? แล้วทำไมเราถึงสนใจ?” สิ่งนี้สำคัญเพราะส่วนมากเราจะรับข้อมูลหุ้นมาแบบมีอคติ เช่น ฟังเพื่อนที่ถือหุ้นตัวนั้นๆ เล่า Story ของบริษัทให้ฟัง เช่น บริษัทจะรับงานโปรเจคใหม่ที่ช่วยให้กำไรบริษัทเติบโตแบบก้าวกระโดด พอเราเอามาวิเคราะห์ดู เราก็มักจะมองโลกในแง่ดีเกินจริง มองข้ามข้อเสียหรือความเสี่ยงของธุรกิจ

เพื่อเป็นการ “แก้ปรับสมดุล” ให้เราไม่คิดบวกเกินไป เราต้องคิดเยอะๆว่าอะไรบ้างที่จะทำให้เราขาดทุนได้ คิดให้ได้มากที่สุดอย่างน้อยต้องมีจำนวนมากกว่าเหตุผลที่เราซื้อหุ้นตัวนี้

เหตุผลส่วนมากที่ผมมักจะคิดได้คือ “อัตราการทำกำไรในอดีตลดลงอย่าต่อเนื่อง” “อัตราหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับสูง มีความเสี่ยงที่ต้องเพิ่มทุน” “ส่วนแบ่งการตลาดลดลงจากคู่แข่งขันใหม่ อาจจะทำให้ยอดขายลดลง” “ธุรกิจใหม่ที่เปิดตัวยังไม่มี Proof of Success อาจจะไม่ได้ยอดขายตามเป้า”

3. จะขายเมื่อไหร่?

คนเรามักจะลืมเหตุผลว่าเราซื้อหุ้นตัวนี้มาเพราะอะไร หลายๆครั้งพื้นฐานหุ้นเปลี่ยนแล้ว หุ้นตกลงมาเยอะ แต่เราก็ยังปลอบใจตัวเองว่ามันลงมาเยอะแล้ว ไม่น่าจะลงอีกมั้ง (ผมเคยเป็นอยู่บ่อยๆ) การเขียนเหตุผลล่วงหน้าว่าจะขายเมื่อไหร่ หรือที่ผมเรียกว่า Sell Triggers เป็นวิธีการที่เซียนหลายๆท่านใช้ และสามารถช่วยให้เราตัดสินใจขายหุ้นได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น จะว่าไปก็คล้ายกับการกำหนดจุด cut loss สำหรับคนที่เทรดตามกราฟ แต่เป็น fundamental cut loss ที่ใช้กับพื้นฐานของหุ้น

ตัวอย่าง Sell Triggers ที่ผมใช้ “ราคาหุ้นขึ้นมาเกินราคาเป้าหมายที่ผมคำนวณไว้ที่ 40 บาท และไม่มีปัจจัยอะไรใหม่ๆเพิ่มที่จะช่วยปรับราคาเป้าหมายขึ้น” “ยอดขาย Export เติบโตน้อยกว่า 30% ต่อปี” “กำไรสุทธิเติบโตน้อยกว่า 15%”

สิ่งสำคัญคือเราต้องหาข้อมูลจากหลายๆแหล่ง เรียนรู้แนวคิดของคนที่คิดต่าง และจดบันทึกความคิดของเราให้เป็นระบบ ส่วนตัวแล้วผมจะจดลง Evernote แล้วจะดึงข้อมูลมาย้อนดูเวลาจะตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นตัวนั้นๆ อยากให้ลองทำดูครับ ทำให้เป็นนิสัย อย่าตัดสินใจเร็ว อาจจะช้าไปซัก 1-2 วันเพื่อหาคำตอบ แต่รับรองว่าทำให้เราลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้นแน่นอนครับ

ซื้อหุ้นทุกครั้ง ระวังติดดอย

Road to Billion

Uncategorized

คลิฟ ยัง นิทานกระต่ายกับเต่าในชีวิตจริง

Published by:

Cliff Young

วันนี้ได้ยินเรื่องของคุณลุง “คลิฟ ยัง” จากงานอบรม “จิตวิทยาการลงทุน” ของพี่เวบ พรชัย รัตนนนทชัยสุข ในคอร์สอบรมของสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า ฟังแล้ว Inspired สุดๆ เลยไปศึกษาและมาแชร์ให้อ่านกันครับ

คุณลุงคลิฟ ยัง (Cliff Young) เจ้าของฟาร์มที่ต้องวิ่งไล่ต้อนสัตว์โดยใส่รองเท้ายางเป็นประจำ ได้ลงแข่ง Ultramarathon ระยะทาง 875km จากซิดนีย์ไปเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ขณะอายุ 61 ปี คุณลุงคลิฟไม่เคยลงแข่งวิ่งที่ไหนมาก่อน ไม่เคยมีโค้ช ใส่เสื้อเชิ้ตและรองเท้าผ้าใบธรรมดา แถมยังวิ่งด้วยท่าทางประหลาดที่ผู้คนที่เห็นแล้วก็อดขำไม่ได้

หลังจากเริ่มต้นแข่งขัน การวิ่งอย่างช้าๆของคุณลุงคลิฟ ทำให้วันแรกคุณลุงตามหลังผู้นำตลอด แต่ด้วยความไม่รู้ว่าจริงๆแล้วนักวิ่ง Ultramarathon ควรจะวิ่ง 18 ชั่วโมงแล้วนอนพัก 6 ชั่วโมง คุณลุงเลยวิ่งไปตลอดทั้งคืน ช้าๆแต่สม่ำเสมอ ทำให้คุณลุงคลิฟขึ้นเป็นผู้นำในวันที่ 2 และเอาชนะการแข่งขันได้โดยใช้เวลาเพียงแค่ 5 วัน 15 ชั่วโมง ชนะคู่แข่งอันดับที่สอง 10 ชั่วโมง และทำลายสถิติการแข่งขันเดิมเกือบ 2 วันเต็ม

คุณลุงคลิฟได้เงินรางวัลจากการชนะการแข่งขัน 10,000 เหรียญ แต่ก็แบ่งเงินให้กับผู้แข่งขันอีก 5 คนคนละ 2,000 เหรียญทันที โดยไม่เก็บอะไรไว้เลย คุณลุงไม่ได้วิ่งเพื่อเงิน แต่เพราะคุณลุงชอบวิ่งและอยากจะพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง เงินไม่ใช่เป้าหมายเป็นเพียงแค่ผลพลอยได้ (แต่สุดท้ายคุณลุงก็ได้แต่งงานกับ Mary Howell หญิงสาวอายุ 23 ปีหลังจากเป็นโสดมาตลอดชีวิต ซึ่งจะว่าไปแล้วอาจจะเป็นรางวัลที่ดีกว่าเงินรางวัลซะอีก ^_^)

คุณลุงคลิฟวิ่งไปเกือบ 20,000km ตลอดชีวิตการแข่งขัน และก่อนหน้าการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์ คุณลุงคลิฟเคยวิ่งไล่สัตว์ในฟาร์มของตัวเองเป็นวันๆโดยไม่ได้นอน ความสำเร็จของคุณลุงไม่ได้เกิดชั่วข้ามคืน ทุกชัยชนะต้องอาศัยการฝึกฝนและความทุ่มเทมหาศาล

คุณลุงคลิฟเคยแข่งเพื่อทำลายสถิติโลกหลายครั้ง รวมถึงการวิ่งทำลายสถิติของตัวเองที่ทำไว้ตอนอายุ 61 และวิ่ง 1,600km ให้ได้น้อยกว่า 12 วัน แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ จะว่าไปก็เหมือนกับธุรกิจหรือการลงทุน คุณไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จทุกครั้ง คุณก็ยังสามารถสร้างตำนานที่โลกจดจำได้

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิ่ง นักธุรกิจ นักลงทุน หรือคนที่อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต ตำนานของคุณลุงคลิฟสอนเราว่าเราสารถประสบความสำเร็จได้ถึงแม้ไม่ได้มีรองเท้าวิ่งรุ่นใหม่หรือโค้ชระดับโลก (ไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนมหาศาล หรือมีการศึกษาระดับโลก) ถ้าเราไม่ท้อถอย ค่อยๆเดิน ค่อยๆวิ่ง ช้าๆแต่มั่นคง อาจจะวิ่งไม่เร็วเท่าคนอื่น แต่ถ้าเราพยายามวิ่งให้นานกว่าคนอื่น สุดท้ายแล้ว… ความสำเร็จก็จะเป็นของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ชนะแน่ แค่ไม่หยุดเดิน

Road to Billion

การลงทุน

การประเมินกำไรในอนาคต ตอน 3

Published by:

ในทางทฤษฎีการประเมินกำไรเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะไม่ยาก แต่เหมือนกับทุกอย่างในโลกนี้ โลกความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องใช้มุมมองภาพกว้างๆประกอบการตัดสินใจ ผมได้หยิบยก “ข้อผิดพลาด” จากประสบการณ์ของตัวเองและของนักลงทุนหลายนๆท่านที่ผมมีโอกาสได้การสอนและให้ความรู้ เป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับหลายๆคน สรุปออกมาแบบง่ายๆให้ทุกคนได้อ่านกันแบบไม่ต้องจ่าย “ค่าเล่าเรียน” ด้วยตัวเอง

ไม่ได้วัดผลการประเมินของตัวเอง

การประเมินกำไรที่ดีก็เหมือนกับการยิงปืน ยิงไปแล้วเราก็ต้องดูว่ามันเข้าไปหรือเปล่า สูงไปมั้ย? ต้องขยับซ้ายอีกรึเปล่า? ถ้าเราประเมินกำไรแล้ว ไม่เคยเอามาเปรียบเทียบกับตัวเลขจริงๆ เราก็จะไม่สามารถรู้ได้เลยว่ากระบวนการในการประเมินของเรานั้นถูกต้องแค่ไหน ปรกติแล้วผมจะอัพเดทข้อมูลทุกๆไตรมาส และจะทำละเอียดๆหลังจากงบปีออก ผมจะทำการเปรียบเทียบดูว่างบที่ออกมาเมื่อเทียบกับที่เราทำไว้เป็นอย่างไร? อัตราการเติบโตของยอดขาย อัตรากำไรขั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ต้นทุนทางการเงิน อัตราภาษี และสุดท้ายกำไรต่อหุ้น งบที่ออกมาในไตรมาสนั้นสูงหรือต่ำเกินกว่าที่เราประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ (เกิน 10%) ผมก็จะพยายามหาเหตุผลว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร สมมติฐานที่ผมมีเกี่ยวกับหุ้นตัวนั้นๆยังถูกต้องอยู่หรือไม่ ขั้นตอนนี้เป็นกระบวนการพัฒนาตัวเองที่จะทำให้ความแม่นยำเราดีขึ้นอย่างมาก

ไม่ได้ทำการ Benchmark ตัวเลข

แน่นอนว่าการเปรียบเทียบกับตัวเลขจริง เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุด แต่บางครั้งเราก็อยากจะรู้ว่าตัวเลขที่เราทำออกมาเป็นอย่างไรก่อนที่จะรู้ผล วิธีที่ทำได้ง่ายและเร็วที่สุดคือการเปรียบเทียบตัวเลขของเรากับบทวิเคราะห์ โดยหลักผมจะเปรียบเทียบการเติบโตของยอดขาย อัตราการทำกำไร และกำไรต่อหุ้น ในอีก 3 ปีข้างหน้า กับบทวิเคราะห์อย่างน้อยซัก 2 – 3 ฉบับ หลายครั้งผมก็อาจจะโทรไปคุยกับนักวิเคราะห์เพื่อสอบถามข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวสมมติฐานของงบการเงิน ในโลกของการลงทุน นักวิเคราะห์จะเป็นคนที่ได้รับข้อมูลดีที่แม่นยำและรวดเร็วที่สุด (หลายบริษัทจะจัดประชุมนักวิเคราะห์ก่อนจะให้ข้อมูลกับนักลงทุนทั่วไป และหลายๆบริษัทก็ไม่ให้ข้อมูลกับนักลงทุนโดยตรง) ซึ่งเป็นส่ิงที่มีประโยชน์ต่อการลงทุนเป็นอย่างมาก แต่เนื่องจากบริษัทหลักทรัพย์ไม่อยากให้นักวิเคราะห์เปลี่ยนคำแนะนำกลับไปกลับมา นักวิเคราะห์ส่วนมากมีแนวโน้มที่จะทำตัวเลขออกมาให้ไม่ต่างกับอดีตมากนัก มีนักวิเคราะห์จำนวนน้อยที่กล้าที่จะเปลี่ยนมุมมองอย่างมีนัยสำคัญเมื่อมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นการเปรียบเทียบกำไรของเราต้องพิจารณาให้ครบทุกด้าน

หุ้นแต่ละตัวประเมินกำไรได้ยากง่ายแตกต่างกัน

“Not all stocks are created equal” หุ้นทุกตัวมีความแตกต่าง การประเมินกำไรก็เช่นกัน นักลงทุนหลายท่านมองการเติบโตของกำไร อยากได้หุ้นที่เติบโตดีๆ เลือกลงทุนในหุ้นเล็กๆที่มีการเติบโตดี แต่ลืมที่จะพิจารณาความเสี่ยง มองปริมาณ แต่ไม่ได้มองคุณภาพ เราคิดว่าธุรกิจจะโต 30% แต่เราไม่ได้คิดว่าโอกาสที่มันจะเกิดขึ้นมีมากน้อยแค่ไหน แล้วในทางกลับกันมันมีโอกาสที่จะลดลง 30% หรือเปล่า ในความเป็นจริงแล้วหุ้นที่มีความเป็นวัฏจักร มีราคาหรือต้นทุนที่ผันผวน มีลูกค้าน้อยราย เช่น ส่งออกอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคส์ หุ้นที่มียอดขายไม่สม่ำเสมอ เช่น รับเหมา จะสามารถประเมินกำไรในอนาคตได้ยากกว่าธุรกิจที่มีลูกค้าหลายราย มีการซื้อซ้ำ และราคาขายและต้นทุนไม่ผันผวน ยกตัวอย่างหุ้น หุ้นกลุ่ม OEM กับ หุ้นค้าปลีก แต่ OEM ถ้าดีก็จะดีใจหาย แต่ถ้าลูกค้ารายหลักๆหายไปซักรายก็จะมีผลกระทบต่องบการเงินเป็นอย่างมาก (ซึ่งบางครั้งผู้บริหารก็ไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต) ส่วนค้าปลีกก็ไม่ได้ว่าประเมินได้ง่ายเสมอไปเพราะถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ต้นทุนอาจจะเพิ่มในขณะที่กำลังซื้อถดถอย ตัวอย่างเช่นช่วงต้นปี 2014 ที่ผ่านมา หุ้นค้าปลีกส่วนมากมีผลประกอบที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ อย่างไรก็ตามความแน่นอนของการคาดการณ์งบการเงินของหุ้นค้าปลีกจะมีความแน่นอนกว่ามาก แต่ถ้ามองในมุมของการประเมินมูลค่า PE ที่สูงของหุ้นพวกนี้ (เทียบกับหุ้นค้าปลีกในต่างประเทศ) ก็อาจจะเป็นความเสี่ยงที่ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ

เชื่อผู้บริหารมากเกินไป

นักลงทุนหลายๆคนไม่ได้ติดตามว่าสิ่งที่ผู้บริหารเคยพูดในอดีต ทำให้ “ตีความ” ข้อมูลที่ผู้บริหารให้สูงหรือต่ำเกินจริง ผู้บริหารบางท่านเป็นนัก “ขายฝัน” มีโปรเจคเยอะ บอกว่าจะขยายให้ได้ 100 – 200 สาขา แต่พอทำจริงๆอาจจะไม่ถึง 10 สาขา นักลงทุนที่ไม่เคยติดตามผลงานก็ต้อง “ฝันสลาย” ไปตามๆกัน แต่ถ้าเราย้อนไปศึกษาข้อมูลในอดีตซักนิด ก็จะพบว่าผู้บริหารท่านนั้นมี Track Record ที่ไม่ค่อยดี พูดอะไรก็ทำไม่ค่อยได้ ในขณะที่บางพวกเป็นพวก “พูดน้อย ทำมาก” ถามว่าเป็นยังไง? จะโตแค่ไหน? อาจจะบอกแค่ 5-10% แต่พอทำจริงๆกลับได้เยอะกว่านั้น แบบนี้เราก็ต้องนำผลงานของท่านมาพิจารณาในการประเมินกำไร อย่างไรก็ตาม บางครั้งสิ่งที่ผู้บริหารพูดอาจจะไม่มีความสำคัญเท่ากับปัจจัยภาพนอก บางครั้งสภาวะอุตสาหกรรมดูดี มีปัจจัยเชิงบวกเป็นลมหนุน ไม่ว่าจะมาจากนโยบายรัฐ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค เหตุการณ์พิเศษ ที่อาจจะเอื้อต่อธุรกิจ เวลาผู้บริหารพูดอะไร ก็อาจจะดูน่าเชื่อถือ แต่ถ้าสภาวะการณ์พลิกผัน เป้าหมายของผู้บริหารก็อาจจะดู “เกินจริง” ขึ้นมาทันที ในฐานะนักลงทุน การหาแหล่งข้อมูลอื่นมาประกอบเพื่อ “ตรวจสอบความถูกต้อง” ของผู้บริหารถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น บางครั้งการศึกษาและพูดคุยกับผู้บริหารของบริษัทคู่แข่ง บริษัทที่เป็นคู่ค้า หรือลูกค้า ก็จะช่วยให้เราสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ผู้บริหารให้มาได้

ไม่ได้พิจารณาความน่าจะเป็นของงบที่อาจจะเกิดขึ้น

ในความเป็นจริงไม่มีใครสามารถคาดเดากำไรในอนาคตได้อย่างแม่นยำ 100% เรามองออกได้แค่เป็น “ช่วง” หรือ Range ของกำไรเท่านั้น สำหรับธุรกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง (งบที่ดีที่สุดกับแย่ที่สุดมีความแตกต่างเกินกว่า 30%) ผมจะประเมินกำไรออกมาในหลายๆกรณี และจะดูว่าแต่ละกรณีมีความน่าจะเป็นอย่างไร นักลงทุนหลายท่านมองแต่กรณีปรกติ (Base Case) หรือ กรณีดีสุดๆ (Best Case) แต่ไม่ได้เพื่อโอกาสไว้สำหรับกรณีแย่สุดๆ (Worst Case) เลย ซึ่งหลายๆครั้งหมายถึงการประเมินมูลค่าที่ผิดพลาดและการขาดทุนแบบมหาศาลที่เกิดจากการไม่มี “ส่วนเผื่อความผิดพลาด” (Margin of Error) ที่มากพอ เปรียบเทียบก็เหมือนการทอยลูกเต๋าพิเศษที่มีตัวเลขทั้ง 6 ด้านคือ {1, 1, 5, 5, 5, 5} การที่มีเลข “5” ถึงสี่ด้านไม่ได้แปลว่าจะไม่มีโอกาสที่ทอยได้เลข 1 ซึ่งถ้าเลข 1 ต่ำพอที่จะทำให้หุ้นตกลงอย่างมหาศาลได้ เราก็ต้องควรพิจารณาความน่าจะเป็นในส่วนนั้นด้วย สุดท้ายแล้วการประเมินมูลค่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต่อเนื่องแบบไม่มีวันจบ (Continuous Improvement) เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความขยันทุ่มเท ทำการบ้านเยอะๆ และเรียนรู้จากข้อผิดพลาดและมุมมองของนักลงทุนท่านอื่น อย่างไรก็ตามในสภาวะตลาดที่ “หุ้นตามกระแสนิยม” มาแรง ราคาตลาดอาจจะไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริง หุ้นที่ Hot และเป็นที่นิยมก็จะมีราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงมาก ในขณะที่หุ้นบางกลุ่มก็จะไม่มีใครเหลียวแล และนั่นก็อาจจะเป็นโอกาสในการซื้อกิจการที่ดี แข็งแกร่ง มีการเติบโต ในราคาที่มีส่วนลด และสิ่งเหล่านั้นก็อาจจะเป็นรางวัลพิเศษให้กับนักลงทุนที่เฉลียวฉลาดและมีความอดทนมากพอ

ด้วยรักและพันล้าน

Road to Billion

การลงทุน

การประเมินกำไรในอนาคต ตอน 2

Published by:

สำหรับคนที่ยังไม่เคยอ่านบทความ “การประเมินกำไรในอนาคต ตอนที่ 1” ผมอยากให้กลับไปอ่านก่อนครับ ผมได้พูดว่าการประเมินกำไรในอนาคตเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์และมีขั้นตอนในการทำอย่างไร ในตอนที่ 2 นี้เราจะลงในรายละเอียด โดยจะกล่าวปัจจัยที่มีผลต่อกำไรอย่างละเอียดมากขึ้น

รายได้

หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและอยู่ในอุตสาหกรรมที่กำลังขยายตัว มักจะมีการเติบโตของรายได้ที่สม่ำเสมอ การประเมินรายได้ของหุ้นพวกนี้อาจจะใช้อัตราการเติบโตในอดีตได้ แต่สำหรับหุ้นที่มีรายได้ในอดีตไม่สม่ำเสมอ ได้รับผลกระทบจากวัฏจักรเศรษฐกิจ หรือบริษัทที่มีผู้บริหาร ผลิตภัณฑ์ หรือหน่วยธุรกิจใหม่ๆ การใช้ตัวเลขในอดีตอาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด เราอาจจะต้องอาศัยข้อมูลการจากทางผู้บริหารประกอบ อย่างไรก็ตามเราต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของรายได้ โดยเฉพาะบริษัทที่มีลูกค้าน้อยราย หรือบริษัทที่ไม่มีลูกค้าประจำหรือไม่สามารถกำหนดราคาขายแน่นอนได้ บริษัทเหล่านี้เราต้องมี “ส่วนเผื่อสำหรับข้อผิดพลาด” ไว้บ้าง

ถ้าอยากจะอ่านเกี่ยวกับการวิเคราะห์การเติบโตของธุรกิจอย่างละเอียด อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ “หุ้นเติบโตหรือติดดิน” ครับ ในบทความนี้ผมวิเคราะห์อย่างละเอียดเลยว่าปัจจัย เช่น การปรับราคา ปริมาณขาย การซื้อกิจการ มีผลต่อการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างไร

การประมาณการอัตราการทำกำไร

ต้นทุนของธุรกิจหลักๆมีสองส่วนคือ ต้นทุนในการขาย (Cost of Good Sold หรือ COGS) และค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร (Sale, General & Admin หรือ SG&A) ในการวิเคราะห์เราต้องมองให้ออกว่าทั้ง COGS และ SG&A มีส่วนไหนบ้างที่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ และส่วนไหนเป็นค่าใช้จ่ายทีแปรผันตามยอดขาย ธุรกิจโรงแรมจะมีค่าใช้จ่ายคงที่ค่อนข้างเยอะจากค่าเสื่อมราคา ทำให้การเพิ่มขึ้นของยอดขายในวัฏจักรขาขึ้นจะทำให้อัตราการทำกำไรเติบโต (รายได้เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้นในอัตราส่วนที่น้อยกว่า) แต่ในขณะที่ธุรกิจเกษตรอาจจะมีต้นทุนแปรผันเยอะ เพราะฉะนั้นการเพิ่มขึ้นของยอดขายอาจจะไม่ได้ถึงอัตราการทำกำไรที่ดีขึ้น (สำหรับธุรกิจนี้ ต้องมองกันที่ราคาขายและราคาของวัตถุดิบเป็นหลักๆ)

การใช้อัตราส่วนในอดีตจะสามารถใช้ได้แต่เราต้องดูผลกระทบที่บริษัทจะได้รับในปีปัจจุบัน ซึ่งอาจจะมาจากค่าเช่า ค่าสาธารณูปโภค หรือค่าแรงที่ปรับตัวขึ้น รวมถึงอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ของธุรกิจ ส่วนมากแล้วทางบริษัทจะสามารถให้ข้อมูลได้ว่าแนวโน้มของอัตราการทำกำไรในปีนี้จะเป็นยังไง แต่ก็อย่าลืมถามถึง “เหตุผล” ที่จะเป็นอย่างนั้นด้วยนะครับ เราจะได้นำมาวิเคราะห์ต่อได้

ต้นทุนทางการเงินและกระแสเงินสด

สองอย่างนี้ใกล้กันจนหลีกเลี่ยงกันไม่ได้ บริษัทที่มีกระแสเงินสดดีจะมีเงินเหลือไปจ่ายหนี้เพื่อลดภาระทางการเงิน แต่สำหรับบริษัทที่ต้องใช้Working Capitalหรือเงินลงทุนในสินทรัพย์หมุนเวียนมาก อาจจะต้องอาศัยการกู้ยืมที่มากขึ้นถ้าธุรกิจจะต้องการเติบโต การวิเคราะห์โดยละเอียดจะทำได้ยากสำหรับคนที่ไม่ใช่นักวิเคราะห์มืออาชีพ แต่เราสามารถทำได้คร่าวๆโดยการวิเคราะห์งบกระแสเงินสด ถ้ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานหักด้วยเงินที่ใช้ในการลงทุนติดลบมากๆ บริษัทจำเป็นต้องจัดหาเงินจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งอาจจะหมายถึงการกู้เงินจากธนาคารหรือการเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้น สมมติว่าบริษัทต้องใช้

อัตราภาษี

ค่าใช้จ่ายบางประเภทไม่สามารถนำมาหักค่าใช้จ่ายเพื่อลดภาษีได้ เช่น การตั้งสำรองหนี้เสีย ทำให้อัตราการจ่ายภาษี (“ภาษีจ่าย” หารด้วย “กำไรก่อนหักภาษี”) มีอัตรามากกว่าปรกติ แต่ในบางกรณีบริษัทอาจจะจ่ายภาษีน้อยกว่าฐาน 20% เนื่องจากได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น BOI การประเมินภาษีทำได้ยาก ถ้าอัตราการจ่ายภาษีในอดีตไม่ได้ผันผวนมากผมก็จะใช้ตัวเลขเดิม แต่ถ้าผันผวนประเมินยาก ผมจะโทรถามข้อมูลส่วนนี้จากทางเจ้าหน้าที่นักลงทุนสัมพันธ์โดยตรงเลย ซึ่งจะแม่นยำกว่าการคาดเดาของเราแน่นอน

ผลกระทบจาก Dilution

การออก Warrant การเพิ่มทุน การจ่ายหุ้นปันผล จะทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลให้กำไรต่อหุ้นลดลง นักลงทุนหลายท่านประเมินมูลค่าโดยที่ยังไม่ได้นำหุ้นส่วนเพิ่มนี้มารวม ทำให้ได้ตัวเลขกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่สูงเกินจริง สุดท้ายแล้วเราต้องไม่ลืมว่าการเติบโตของ EPS ในระยะยาวจะเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุด

สุดท้ายแล้วหุ้นแต่ละตัว ในแต่ละอุตสาหกรรมก็จะมีปัจจัยที่มีผลต่อรายได้และกำไรแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการประเมินกำไรให้แม่นยำ จำเป็นต้องอาศัยการสะสมประสบการณ์ (รวมถึงข้อผิดพลาด) ในการวิเคราะห์ธุรกิจและประเมินกำไรในอนาคต สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการทั้ง 5 ข้อที่ผมได้กล่าวถึงในบทความก่อนหน้านี้ถ้ากระบวนการถูกต้องแล้ว ในท้ายที่สุดเราจะได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพึงพอใจ ถ้าเราผิดพลาดตรงไหนก็ค่อยๆปรับแก้ไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องคอยประเมินตัวเองอยู่เสมอ ในบทความหน้า ผมจะมาพูดถึงข้อผิดพลาดในการประเมินกำไรในอนาคตที่นักลงทุนชอบทำกัน ติดตามกันได้ครับ

Personal Finance

5 กฎเหล็กให้ชีวิตมั่งคั่งแบบยั่งยืน

Published by:

1. รู้เป้าหมายชัดเจน

คนส่วนมากไม่คิดจะเก็บเงิน เพราะคิดว่าไม่จำเป็น แต่จริงๆแล้วกลับไม่รู้ว่าชีวิตเราต้องใช้เงินมากแค่ไหน โดยเฉพาะในวัยเกษียณ สำหรับคนวัย 30 ปีที่อยากจะมีเงินใช้หลังอายุ 60 ปีแค่เดือนละ 30,000 บาท ต้องมีเงินเก็บถึง 17 ล้านบาท (อายุเฉลี่ยคนไทย 75 ปี และเงินเฟ้อ 3%) หลายคนเห็นตัวเลขแล้วบอกว่าไม่เชื่อ หลายคนกังวล หลายคนก็ท้อแท้ตัดใจไปเลย บอกว่าชาตินี้คงจะไม่มีวันจะหาได้ถ้าได้ถ้าไม่ถูกหวยรางวัลที่ 1 ชุดใหญ่ อาจจะฟังดูเกินจริง แต่ถ้าคำนวณดีๆ ถ้าเราต้องเก็บเงิน 17 ล้านภายในเวลา 30 ปี เราจะให้พอต้องเก็บกันถึงเดือนละ 47,000 บาทเลยทีเดียว โอ๊ว.. แล้วเราต้องมีเงินเดือนเท่าไหร่ล่ะ ถึงจะเก็บเงินได้เยอะขนาดนั้น? แต่ถ้าเราไม่ได้มีรายได้เยอะขนาดนั้น เราก็ยังสามารถมีเงินเก็บสำหรับวัยเกษียณอย่างเพียงพอ ถ้ารู้จักกฏข้อต่อไปนี้

.
2. สร้างระบบการลงทุนแบบอัตโนมัติ

ไอน์สไตน์เคยบอกไว้ว่าสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลกคือ “พลังของดอกเบี้ยทบต้น” สิ่งนี้จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายทางการเงินของเราได้ เพราะทำให้เงินของเราเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ แทนที่จะต้องเก็บเงินเดือนละครึ่งแสนเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายยามเกษียณ คนเงินเดือนแค่ 15,000 บาทถ้าสามารถเก็บออมได้ 20% ต่อเดือนก็จะสามารถมีเงิน 11 ล้านได้ก่อนเกษียณ (อ่านวิธีการทำให้สำเร็จได้ในบทความนี้)

ถ้าอยากมั่งคั่งเราต้องรู้ที่จะ “จ่ายตัวเองก่อน” และที่สำคัญที่สุดต้องเป็นระบบ “อัตโนมัติ”

การสร้างความมั่งคั่งเป็นเรื่องที่สำคัญแต่ไม่ค่อยเร่งด่วน คนส่วนมากพอเงินเดือนออกก็นำไปใช้ก่อน เหลือเท่าไหร่ก็เก็บ ในแต่ความเป็นจริง เราก็จะมีเหตุผลล้านแปดในการที่จะผ่อนผันการออมไปก่อน และนำเงินไปใช้เพื่อความสุขในระยะสั้น การออมเงินแบบไม่ต้องเห็นเงิน (ตั้งโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินฝาก) จะช่วยให้เงินลงทุนของเราเพิ่มขึ้นแบบติดจรวด แต่ก่อนจะออกตัว เราต้องรู้หลักการการลงทุนที่ถูกต้องด้วย
.

3. รู้จักข้อจำกัดของตัวเอง

หลายคนยังมีความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับการลงทุน คิดว่าต้องเปิดพอร์ตซื้อหุ้นด้วยตัวเองถึงจะเรียกว่าลงทุนในหุ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วถ้าเราไม่คิดที่จะเป็นนักลงทุนอาชีพ การลงทุนผ่านกองทุนรวมถึงว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่ามาก เพราะตลาดหุ้นเป็น zero-sum game คือถ้ามีผู้ชนะต้องมีผู้แพ้ มีคนได้เงินต้องมีคนเสียเงิน ทุกวันนี้มีนักลงทุนและนักเก็งกำไรเก่งๆเป็นจำนวนมาก การจะเอาชนะตลาดได้เราจำเป็นต้องศึกษาและทุ่มเทเป็นอย่างมาก แต่นักลงทุนส่วนมากอาจจะประเมินการแข่งขันต่ำเกินไป และความมั่นใจเกินตัวนี้อาจจะกลายเป็นหายนะครั้งใหญ่สำหรับนักลงทุนมือใหม่ๆ

มีคนเคยถาม วอร์เรน บัฟเฟต์ ว่า คุณจะแนะนำคนทั่วๆไปอย่างไรเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น คุณปู่บัฟเฟต์ตอบมาว่าสั้นๆว่า “รู้จักข้อจำกัดของตัวเอง” ข้อจำกัดนี้หมายถึงความสามารถในการเลือกหุ้นให้ได้ผลตอบที่ชนะผลตอบแทนของตลาด ถ้าเรารู้ว่าเราไม่เก่ง เราก็ยังมีทางเลือกในการลงทุนโดยเลือกซื้อกองทุนรวมที่ผลตอบแทนอิงกับตลาด โดยซื้อเฉลี่ยในจำนวนที่เท่าๆกันทุกเดือน (Dollar cost average) รับรองผลงานไม่แพ้นักลงทุนมือโปรเลย

.

4. วัดน้ำหนักทางการเงินเป็นประจำ

อยากผอมก็ต้องชั่งน้ำหนัก อยากรวยก็ต้องทำบัญชีส่วนตัวเป็นประจำ หลักการคือถ้าเราอยากพัฒนาตัวเองในด้านไหน ต้องคอยวัดผลอย่างสม่ำเสมอ รายการที่เราควรทำเป็นประจำคือ “งบการเงินส่วนบุคคล” ซึ่งมีทั้งหมด 2 แบบ คือ บัญชีรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือน และ บัญชีสินทรัพย์สุทธิ (สามารถดาวน์โหลด Excel งบการเงินส่วนบุคคลของ Road to Billion ได้ฟรีที่นี่)

หลักในการทำบัญชีรายรับรายจ่ายที่ถูกต้องคือเราต้องบันทึกเป็นประจำทุกเดือน ต้องทำให้ครบถ้วน ทั้งค่าใช้จ่ายประจำและไม่ประจำ เช่น ค่าเบี้ยประกัน ค่าซ่อมบ้าน ค่ารักษาพยาบาล ส่วนการทำบัญชีสินทรัพย์สุทธินั้นเราไม่จำเป็นต้องทำทุกเดือน แต่สำหรับมือใหม่หัดรวย ผมแนะนำให้ทำอย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน เพื่อที่เราจะได้เห็นแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้แก้ไขได้ทันท่วงที

.

5. ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย

คน “ยังไม่รวย” ส่วนมากมักเข้าใจผิดว่าคนรวยต้องใช้รถหรูหรา ต้องอยู่ในบ้านหลังใหญ่ๆ ใช้ของแพงๆ แต่ในความเป็นจริงเศรษฐีส่วนมากใช้เงินอย่างมัธยัสถ์ (โดยเฉพาะคนที่รวยด้วยตัวเอง ไม่ได้รวยเพราะพ่อแม่) ซึ่งไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะตระหนี่จะเกินพอดี แต่พวกเขารู้ “คุณค่า” ของเงินทุกบาททุกสตางค์ ซื้อของเพื่อใช้ประโยชน์ ไม่ได้ซื้อไว้อวดคนอื่นว่าตัวเองรวยแค่ไหน

มาร์ค ซัคเคอเบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟสบุ๊ค ยังขับรถญี่ปุ่นราคาไม่แพงไปทำงาน วอร์เรน บัฟเฟต์ นักลงทุนระดับตำนานและเศรษฐีอันดับต้นๆของโลก ยังอยู่ในบ้านหลังที่เค้าซื้อไว้เมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว (ปีนี้คุณปู่อายุ 83 ปีแล้ว) อิงวาร์ แคมปอร์ด มหาเศรษฐีเจ้าของอีเกีย ยังชอบที่จะนั่งรถเมล์และขึ้นสายการบินชั้นประหยัด คุณอาจจะรู้สึกว่าคนพวกนี้อาจจะเสียสติ มีเงินเยอะขนาดนั้นแล้วทำไมไม่ใช้ แต่ชีวิตที่เรียบง่ายและการทำในสิ่งที่พวกเขารักนี่แหล่ะที่ทำให้ทำให้พวกเขาได้เป็นมหาเศรษฐีระดับโลกในวันนี้

.
นี่อาจจะไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณเคยได้ยินกฎเหล็กทั้ง 5 ข้อนี้แต่ผมอยากจะบอกว่า “ความรู้” กับ “การลงมือทำ” เป็นสิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ความสำเร็จในความคิดของเราเป็นสิ่งที่ดี แต่มันจะไม่มีค่าอะไรเลยถ้าเราไม่ลงมือปฏิบัติ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณจะต้องพบกับปัญหามากมาย วินัย การควบคุมตัวเอง ความขี้เกียจ แรงกดดันจากคนรอบข้าง แต่ถ้ามันจะทำให้เรารวยได้ซัก 1 ในล้านของบัฟเฟต์ ก็น่าจะคุ้มค่าที่จะลองนะครับ

ขอบคุณ Infographic สวยๆจากธนาคารกรุงศรีครับ

กฏ 5 ข้อสู่ความมั่งคั่ง

Personal Finance การใช้ชีวิต

90 นาทีกับชีวิตการเงิน

Published by:

90 min up

ชีวิตการเงินของคนเราก็เหมือนเกมส์ฟุตบอล เรามีเวลา 90 นาทีในการทำคะแนนให้ชนะคู่แข่ง และถ้าเราวางแผนและเตรียมความพร้อมมาดีเราก็จะสามารถทำคะแนนเอาชนะคู่แข่งได้ แต่ในความเป็นจริงคนส่วนมากกลับพลาดโอกาสที่จะทำคะแนนนำตอนต้นเกมส์ และกลับมาเสียประตูง่ายๆในแบบที่ไม่น่าจะเสีย ทำให้ตอนท้ายเกมส์ต้องมาเร่งยิงประตูคืนทำให้หลายๆครั้งกลับโดนสวนกลับทำคะแนนทิ้งห่างไปอีก ชีวิตการเงินการของเราในแต่ละวัยจะมีโอกาสและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน กลยุทธ์และหลักในการบริหารก็ควรจะแตกต่างกันด้วย

วัยเริ่มทำงาน 20 – 30 ปี:

ในช่วงแรกของเกมส์เราอาจจะยังไม่คุ้นกับสนาม ยังไม่คุ้นกับคู่แข่ง อาจจะต้องเล่นประคองๆไป แต่ถ้าเราวางแผนมาดีก็อาจจะมีโอกาสทำประตูได้ คนวัยนี้มีศักยภาพในการออมที่สูง เพราะยังไม่มีภาระทางการเงินมาก แต่น่าเสียดายที่คนในวัยนี้ส่วนมากมักใช้จ่ายแบบไม่ค่อยไตร่ตรอง มีเท่าไหร่ก็ใช้หมด เพราะคิดว่ายังไงก็คงหาใหม่ได้ แต่กลับไม่รู้เลยว่าการใช้ชีวิตแบบขาดระบบแบบนี้กลับทำให้เราพลาดโอกาสในการทำคะแนนขึ้นนำในช่วงต้นเกมส์ไปอย่างน่าเสียดาย สิ่งที่คนวัยนี้ควรทำ: Continue reading

Personal Finance

มาวัดเกรดทางการเงินของคุณกัน (1)

Published by:

18k1qzbbvugikjpg edit

มีคนมาปรึกษาผมเยอะมากเรื่องการลงทุนในหุ้น อยากได้ผลตอบแทนเยอะๆแต่ยังเก็บเงินไม่อยู่เลย กลายเป็นว่าอยากลงทุนแต่ยังไม่มีเงินลงทุนแถมบางคนยังเป็นหนี้ท่วมหัวอยู่ด้วยซ้ำ ถ้าเป็นแบบนี้ยังไม่ต้องคิดถึงการลงทุนครับ เพราะการลงทุนก็เปรียบเสมือนยอดปีรามิด ถ้าคุณยังไม่มีฐานคุณก็ไปไม่ถึงยอดแน่ๆ

ผมเพิ่งไปพูดเรื่องนี้ออกรายการมือใหม่ทาง Money Channel มาเลยอยากจะมาสรุปเนื้อหาให้แฟนๆ Road to Billion ได้อ่านกันเผื่อใครไม่ได้ดูครับ เป็นเรื่องวิธีวัดคะแนนทางการเงินของคุณ” Your Money Score สมัยเรียนเรายังมีสอบวัดเกรด ตอนทำงานแล้วเราก็ต้องหมั่นวัดเกรดของเราเหมือนกันนะครับ

ว่าแต่คุณได้เกรดอะไร

เกรดของคุณขึ้นอยู่กับ 2 ข้อครับ

  1. แต่ละเดือนคุณมีเงินเหลือเท่าไหร่ 

Continue reading

Personal Finance

7 วิธีที่จะเปลี่ยนชีวิตทางการเงินของคุณตลอดไป

Published by:

Life Changing Event Ahead Road Sign

1. มีรายได้หลายๆทาง มนุษย์เงินเดือนส่วนมากมีรายได้ทางเดียว ทำให้ต้องไป “พึ่งพา” ชีวิตกับเจ้านาย กับบริษัท หลายคนต้องทนทำงานที่ไม่ได้รักเพราะความจำเป็นทางการเงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเศร้ามากๆ ชีวิตเรามีทางเลือก ในสมัยนี้อินเตอร์เนตและ Social Media ทำให้การเป็นผู้ประกอบการทำได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าคุณอยากจะขายของออนไลน์ เขียนหนังสือ ขายขนม เป็นที่ปรึกษา ทุกอย่างทำได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำจนไม่น่าเชื่อ

2. ตั้งเป้าหมาย การใช้ชีวิตโดยการขาดเป้าหมายทางการเงินที่ชัดเจน เหมือนกับการออกเรือไปในทะเลกว้างโดยไม่มีเครื่องนำทาง เป้าหมายนอกจากจะทำให้เรารู้ว่าควรจะเดินไปในทิศทางไหนแล้ว ยังช่วยเป็นแรงบันดาลใจที่ดีให้กับชีวิตของเราด้วย Continue reading