Uncategorized

3 คำถามที่คุณต้องตอบได้ก่อนซื้อหุ้น

3 คำถามที่ต้องตอบได้ก่อนซื้อหุ้น

 

นักลงทุนส่วนมากซื้อหุ้นเพราะอยากจะกำไรเยอะ อยากรวย อยากสบาย แต่ไม่ชอบทำการบ้าน ซื้อหุ้นตามเพื่อน ตามบทวิเคราะห์ ตามข้อมูลในกรุ๊ปไลน์ แรกๆก็อาจจะกำไร แต่ถ้าไม่พัฒนาตัวเอง ไม่ศึกษาเรียนรู้ สุดท้ายก็ต้องขาดทุน แล้วถูกบีบให้ออกจากตลาดไป

วันนี้ผมเลยอยากจะเอาวิธีการทำการบ้านแบบง่ายๆ แค่ถามตัวเองด้วยคำถาม 3 ข้อ ใช้เวลาไม่นานแต่รับรองว่าช่วยให้เราหลีกเลี่ยงโอกาสในการขาดทุนที่จำเป็น และทำให้เรากำหนดจังหวะซื้อจังหวะขายได้ดีขึ้นด้วยครับ

1. ซื้อเพราะอะไร?

ลองวิเคราะห์ดูดีๆว่าอะไรที่ทำให้หุ้นตัวนี้น่าลงทุน แล้วเขียนมันออกมาให้ชัดเจน (พยามยามอย่าหลอกตัวเอง) ปรกติผมจะลิสต์ออกมาให้ได้เยอะๆก่อนแล้วค่อยเลือก 3-4 ข้อที่สำคัญที่สุด แล้วเจาะลึกลงไปในแต่ละประเด็นว่าเรามันเป็นอย่างที่เราคิดหรือเปล่า เช่น ถ้าผมบอกว่าผมซื้อหุ้นเพราะ “กำไรของบริษัทจะเติบโตจากการขยายสาขาและรายได้ต่อสาขาที่เริ่มฟื้นตัว” ผมก็ต้องไปดูข้อมูลของบริษัทว่ามีแผนการขยายสาขาเท่าไหร่ในปีนี้ แล้วทำได้จริงตามแผนหรือเปล่า ไปดูตัวเลขยอดขายต่อสาขาของ 10 ไตรมาสย้อนหลังประกอบ ฟังข้อมูลจากผู้บริหารหรือโทรคุยกับ IR เพื่อหาตรวจสอบข้อมูล

เหตุผลอื่นๆที่ผมมักจะได้คือ “ราคาหุ้นถูก PE ต่ำเมื่อเทียบกับอดีตและหุ้นที่มีลักษณะใกล้เคียง” “กำไรของบริษัทจะเติบโตจาก Utilization ที่เพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการทำกำไรเพิ่มขึ้น” “หุ้นมีปัญหาชั่วคราว จากการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ล่าช้า ทำให้ราคาหุ้นตกลงมา ถ้าไตรมาสหน้าเปิดตัวได้จะทำให้รายได้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ”

2. ความเสี่ยงของหุ้นตัวนี้คืออะไร?

ก่อนอื่นเราต้องถามตัวเองแบบแฟร์ๆ ไม่มีอคติ ว่า “เราได้ยินหุ้นตัวนี้มาจากที่ไหน? แล้วทำไมเราถึงสนใจ?” สิ่งนี้สำคัญเพราะส่วนมากเราจะรับข้อมูลหุ้นมาแบบมีอคติ เช่น ฟังเพื่อนที่ถือหุ้นตัวนั้นๆ เล่า Story ของบริษัทให้ฟัง เช่น บริษัทจะรับงานโปรเจคใหม่ที่ช่วยให้กำไรบริษัทเติบโตแบบก้าวกระโดด พอเราเอามาวิเคราะห์ดู เราก็มักจะมองโลกในแง่ดีเกินจริง มองข้ามข้อเสียหรือความเสี่ยงของธุรกิจ

เพื่อเป็นการ “แก้ปรับสมดุล” ให้เราไม่คิดบวกเกินไป เราต้องคิดเยอะๆว่าอะไรบ้างที่จะทำให้เราขาดทุนได้ คิดให้ได้มากที่สุดอย่างน้อยต้องมีจำนวนมากกว่าเหตุผลที่เราซื้อหุ้นตัวนี้

เหตุผลส่วนมากที่ผมมักจะคิดได้คือ “อัตราการทำกำไรในอดีตลดลงอย่าต่อเนื่อง” “อัตราหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับสูง มีความเสี่ยงที่ต้องเพิ่มทุน” “ส่วนแบ่งการตลาดลดลงจากคู่แข่งขันใหม่ อาจจะทำให้ยอดขายลดลง” “ธุรกิจใหม่ที่เปิดตัวยังไม่มี Proof of Success อาจจะไม่ได้ยอดขายตามเป้า”

3. จะขายเมื่อไหร่?

คนเรามักจะลืมเหตุผลว่าเราซื้อหุ้นตัวนี้มาเพราะอะไร หลายๆครั้งพื้นฐานหุ้นเปลี่ยนแล้ว หุ้นตกลงมาเยอะ แต่เราก็ยังปลอบใจตัวเองว่ามันลงมาเยอะแล้ว ไม่น่าจะลงอีกมั้ง (ผมเคยเป็นอยู่บ่อยๆ) การเขียนเหตุผลล่วงหน้าว่าจะขายเมื่อไหร่ หรือที่ผมเรียกว่า Sell Triggers เป็นวิธีการที่เซียนหลายๆท่านใช้ และสามารถช่วยให้เราตัดสินใจขายหุ้นได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น จะว่าไปก็คล้ายกับการกำหนดจุด cut loss สำหรับคนที่เทรดตามกราฟ แต่เป็น fundamental cut loss ที่ใช้กับพื้นฐานของหุ้น

ตัวอย่าง Sell Triggers ที่ผมใช้ “ราคาหุ้นขึ้นมาเกินราคาเป้าหมายที่ผมคำนวณไว้ที่ 40 บาท และไม่มีปัจจัยอะไรใหม่ๆเพิ่มที่จะช่วยปรับราคาเป้าหมายขึ้น” “ยอดขาย Export เติบโตน้อยกว่า 30% ต่อปี” “กำไรสุทธิเติบโตน้อยกว่า 15%”

สิ่งสำคัญคือเราต้องหาข้อมูลจากหลายๆแหล่ง เรียนรู้แนวคิดของคนที่คิดต่าง และจดบันทึกความคิดของเราให้เป็นระบบ ส่วนตัวแล้วผมจะจดลง Evernote แล้วจะดึงข้อมูลมาย้อนดูเวลาจะตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นตัวนั้นๆ อยากให้ลองทำดูครับ ทำให้เป็นนิสัย อย่าตัดสินใจเร็ว อาจจะช้าไปซัก 1-2 วันเพื่อหาคำตอบ แต่รับรองว่าทำให้เราลงทุนได้อย่างมั่นใจมากขึ้นแน่นอนครับ

ซื้อหุ้นทุกครั้ง ระวังติดดอย

Road to Billion

Comment