Personal Finance

5 กฎเหล็กให้ชีวิตมั่งคั่งแบบยั่งยืน

1. รู้เป้าหมายชัดเจน

คนส่วนมากไม่คิดจะเก็บเงิน เพราะคิดว่าไม่จำเป็น แต่จริงๆแล้วกลับไม่รู้ว่าชีวิตเราต้องใช้เงินมากแค่ไหน โดยเฉพาะในวัยเกษียณ สำหรับคนวัย 30 ปีที่อยากจะมีเงินใช้หลังอายุ 60 ปีแค่เดือนละ 30,000 บาท ต้องมีเงินเก็บถึง 17 ล้านบาท (อายุเฉลี่ยคนไทย 75 ปี และเงินเฟ้อ 3%) หลายคนเห็นตัวเลขแล้วบอกว่าไม่เชื่อ หลายคนกังวล หลายคนก็ท้อแท้ตัดใจไปเลย บอกว่าชาตินี้คงจะไม่มีวันจะหาได้ถ้าได้ถ้าไม่ถูกหวยรางวัลที่ 1 ชุดใหญ่ อาจจะฟังดูเกินจริง แต่ถ้าคำนวณดีๆ ถ้าเราต้องเก็บเงิน 17 ล้านภายในเวลา 30 ปี เราจะให้พอต้องเก็บกันถึงเดือนละ 47,000 บาทเลยทีเดียว โอ๊ว.. แล้วเราต้องมีเงินเดือนเท่าไหร่ล่ะ ถึงจะเก็บเงินได้เยอะขนาดนั้น? แต่ถ้าเราไม่ได้มีรายได้เยอะขนาดนั้น เราก็ยังสามารถมีเงินเก็บสำหรับวัยเกษียณอย่างเพียงพอ ถ้ารู้จักกฏข้อต่อไปนี้

.
2. สร้างระบบการลงทุนแบบอัตโนมัติ

ไอน์สไตน์เคยบอกไว้ว่าสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลกคือ “พลังของดอกเบี้ยทบต้น” สิ่งนี้จะช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายทางการเงินของเราได้ เพราะทำให้เงินของเราเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ แทนที่จะต้องเก็บเงินเดือนละครึ่งแสนเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายยามเกษียณ คนเงินเดือนแค่ 15,000 บาทถ้าสามารถเก็บออมได้ 20% ต่อเดือนก็จะสามารถมีเงิน 11 ล้านได้ก่อนเกษียณ (อ่านวิธีการทำให้สำเร็จได้ในบทความนี้)

ถ้าอยากมั่งคั่งเราต้องรู้ที่จะ “จ่ายตัวเองก่อน” และที่สำคัญที่สุดต้องเป็นระบบ “อัตโนมัติ”

การสร้างความมั่งคั่งเป็นเรื่องที่สำคัญแต่ไม่ค่อยเร่งด่วน คนส่วนมากพอเงินเดือนออกก็นำไปใช้ก่อน เหลือเท่าไหร่ก็เก็บ ในแต่ความเป็นจริง เราก็จะมีเหตุผลล้านแปดในการที่จะผ่อนผันการออมไปก่อน และนำเงินไปใช้เพื่อความสุขในระยะสั้น การออมเงินแบบไม่ต้องเห็นเงิน (ตั้งโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินฝาก) จะช่วยให้เงินลงทุนของเราเพิ่มขึ้นแบบติดจรวด แต่ก่อนจะออกตัว เราต้องรู้หลักการการลงทุนที่ถูกต้องด้วย
.

3. รู้จักข้อจำกัดของตัวเอง

หลายคนยังมีความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับการลงทุน คิดว่าต้องเปิดพอร์ตซื้อหุ้นด้วยตัวเองถึงจะเรียกว่าลงทุนในหุ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วถ้าเราไม่คิดที่จะเป็นนักลงทุนอาชีพ การลงทุนผ่านกองทุนรวมถึงว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่ามาก เพราะตลาดหุ้นเป็น zero-sum game คือถ้ามีผู้ชนะต้องมีผู้แพ้ มีคนได้เงินต้องมีคนเสียเงิน ทุกวันนี้มีนักลงทุนและนักเก็งกำไรเก่งๆเป็นจำนวนมาก การจะเอาชนะตลาดได้เราจำเป็นต้องศึกษาและทุ่มเทเป็นอย่างมาก แต่นักลงทุนส่วนมากอาจจะประเมินการแข่งขันต่ำเกินไป และความมั่นใจเกินตัวนี้อาจจะกลายเป็นหายนะครั้งใหญ่สำหรับนักลงทุนมือใหม่ๆ

มีคนเคยถาม วอร์เรน บัฟเฟต์ ว่า คุณจะแนะนำคนทั่วๆไปอย่างไรเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น คุณปู่บัฟเฟต์ตอบมาว่าสั้นๆว่า “รู้จักข้อจำกัดของตัวเอง” ข้อจำกัดนี้หมายถึงความสามารถในการเลือกหุ้นให้ได้ผลตอบที่ชนะผลตอบแทนของตลาด ถ้าเรารู้ว่าเราไม่เก่ง เราก็ยังมีทางเลือกในการลงทุนโดยเลือกซื้อกองทุนรวมที่ผลตอบแทนอิงกับตลาด โดยซื้อเฉลี่ยในจำนวนที่เท่าๆกันทุกเดือน (Dollar cost average) รับรองผลงานไม่แพ้นักลงทุนมือโปรเลย

.

4. วัดน้ำหนักทางการเงินเป็นประจำ

อยากผอมก็ต้องชั่งน้ำหนัก อยากรวยก็ต้องทำบัญชีส่วนตัวเป็นประจำ หลักการคือถ้าเราอยากพัฒนาตัวเองในด้านไหน ต้องคอยวัดผลอย่างสม่ำเสมอ รายการที่เราควรทำเป็นประจำคือ “งบการเงินส่วนบุคคล” ซึ่งมีทั้งหมด 2 แบบ คือ บัญชีรายรับรายจ่ายในแต่ละเดือน และ บัญชีสินทรัพย์สุทธิ (สามารถดาวน์โหลด Excel งบการเงินส่วนบุคคลของ Road to Billion ได้ฟรีที่นี่)

หลักในการทำบัญชีรายรับรายจ่ายที่ถูกต้องคือเราต้องบันทึกเป็นประจำทุกเดือน ต้องทำให้ครบถ้วน ทั้งค่าใช้จ่ายประจำและไม่ประจำ เช่น ค่าเบี้ยประกัน ค่าซ่อมบ้าน ค่ารักษาพยาบาล ส่วนการทำบัญชีสินทรัพย์สุทธินั้นเราไม่จำเป็นต้องทำทุกเดือน แต่สำหรับมือใหม่หัดรวย ผมแนะนำให้ทำอย่างน้อยทุกๆ 3 เดือน เพื่อที่เราจะได้เห็นแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้แก้ไขได้ทันท่วงที

.

5. ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย

คน “ยังไม่รวย” ส่วนมากมักเข้าใจผิดว่าคนรวยต้องใช้รถหรูหรา ต้องอยู่ในบ้านหลังใหญ่ๆ ใช้ของแพงๆ แต่ในความเป็นจริงเศรษฐีส่วนมากใช้เงินอย่างมัธยัสถ์ (โดยเฉพาะคนที่รวยด้วยตัวเอง ไม่ได้รวยเพราะพ่อแม่) ซึ่งไม่ได้แปลว่าพวกเขาจะตระหนี่จะเกินพอดี แต่พวกเขารู้ “คุณค่า” ของเงินทุกบาททุกสตางค์ ซื้อของเพื่อใช้ประโยชน์ ไม่ได้ซื้อไว้อวดคนอื่นว่าตัวเองรวยแค่ไหน

มาร์ค ซัคเคอเบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟสบุ๊ค ยังขับรถญี่ปุ่นราคาไม่แพงไปทำงาน วอร์เรน บัฟเฟต์ นักลงทุนระดับตำนานและเศรษฐีอันดับต้นๆของโลก ยังอยู่ในบ้านหลังที่เค้าซื้อไว้เมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว (ปีนี้คุณปู่อายุ 83 ปีแล้ว) อิงวาร์ แคมปอร์ด มหาเศรษฐีเจ้าของอีเกีย ยังชอบที่จะนั่งรถเมล์และขึ้นสายการบินชั้นประหยัด คุณอาจจะรู้สึกว่าคนพวกนี้อาจจะเสียสติ มีเงินเยอะขนาดนั้นแล้วทำไมไม่ใช้ แต่ชีวิตที่เรียบง่ายและการทำในสิ่งที่พวกเขารักนี่แหล่ะที่ทำให้ทำให้พวกเขาได้เป็นมหาเศรษฐีระดับโลกในวันนี้

.
นี่อาจจะไม่ใช่ครั้งแรกที่คุณเคยได้ยินกฎเหล็กทั้ง 5 ข้อนี้แต่ผมอยากจะบอกว่า “ความรู้” กับ “การลงมือทำ” เป็นสิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ความสำเร็จในความคิดของเราเป็นสิ่งที่ดี แต่มันจะไม่มีค่าอะไรเลยถ้าเราไม่ลงมือปฏิบัติ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณจะต้องพบกับปัญหามากมาย วินัย การควบคุมตัวเอง ความขี้เกียจ แรงกดดันจากคนรอบข้าง แต่ถ้ามันจะทำให้เรารวยได้ซัก 1 ในล้านของบัฟเฟต์ ก็น่าจะคุ้มค่าที่จะลองนะครับ

ขอบคุณ Infographic สวยๆจากธนาคารกรุงศรีครับ

กฏ 5 ข้อสู่ความมั่งคั่ง

Comment