การลงทุน

การประเมินมูลค่าแบบ 4 มิติ

Image
 

“ราคาคือสิ่งที่คุณจ่าย มูลค่าคือสิ่งที่คุณได้รับ” ~ วอร์เรน บัฟเฟต์

ปัจจัยที่มีผลต่อการประสบความสำเร็จของนักลงทุน ไม่ว่าจะในสินทรัพย์ใดๆ ก็คือการประเมินมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ที่จะทำการซื้อได้ถูกต้อง และจ่ายในราคาที่ตำ่กว่ามูลค่านั้นเพื่อสร้างผลตอบแทนที่คาดหวังไว้ได้ 

 หุ้นก็เช่นกัน การประเมินว่ามูลค่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมากต่อความสำเร็จ แต่นักลงทุนส่วนมากมักมองข้ามเพราะมองว่าเป็นเรื่องที่ทำยากและต้องใช้ความพยายามเยอะ หลายๆคนจึงพยายามจะมองหา “ตัวเลขมหัศจรรย์” จากบรรดานักวิเคราะห์หรือเซียนหุ้นว่าหุ้นตัวนี้มูลค่าควรจะอยู่ที่ราคากี่บาท แต่กลับขาดความเข้าใจอย่างพอเพียง

แน่นอนว่านักลงทุนทุกคนอยากจะได้ตัวเลขที่แน่นอนว่าหุ้นตัวนี้มีมูลค่าอยู่ที่กี่บาท แต่ในความเป็นจริงการประเมินมูลค่าเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เราไม่สามารถจะหาตัวเลขที่แน่นอนสำหรับหุ้นตัวได้ ถ้าพูดกันจริงๆหุ้นก็คือส่วนหนึ่งของความเป็นเจ้าของในธุรกิจ การประเมินธุรกิจก็สามารถทำได้หลายวิธีหลายมุมมอง ถ้าพูดง่ายๆก็มีอยู่ 4 ประเภทด้วยกัน 

มิติที่ 1: การประเมินมูลค่าโดยอ้างอิงกับผลกำไร (Profit-based valuation)

 ถึงแม้วิธีนี้ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีที่จะเรียนรู้ แต่อาจจะใช้ทั้งชีวิตเลยที่จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ ต้องดูให้ออกว่าอะไรถูกหรืออะไรแพง การประเมินมูลค่าแบบนี้ที่ใช้บ่อยที่สุดคือ Price / Earning (PE Ratio) หรืออัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น เป็นวิธีที่เรียนรู้ได้ง่าย สะท้อนความสามารถของบริษัทในการทำกำไร

 แต่ข้อเสียคือกำไรที่นำมาใช้คำนวณเป็นกำไรทางบัญชี ซึ่งหลายรายการไม่ใช่เงินสด เช่นกำไรจากส่วนต่างของมูลค่าสินทรัพย์ บางกำไรก็เป็นกำไรที่ไม่สม่ำเสมอ เช่นกำไรจากการขายเข้ากองทุน ส่วนนี้อาจจะเยอะมากแต่พอปีหน้าก็ไม่มีแล้ว PE ก็จะเพิ่มขึ้น (เพราะกำไรลดลง ทำให้หุ้นที่ดูเหมือนถูก จริงๆแล้วไม่ถูก) ข้อเสียอีกอย่างคือมันเป็นอะไรที่เป็นภาพ ณ ปัจจุบัน อาจจะไม่ได้สะท้อนภาพของกระแสเงินสดในอนาคตระยะยาว วิธีการใช้ PE Ratio เหมาะกับหุ้นที่มีกำไร โดยเฉพาะหุ้นที่มีกำไรเติบโตมากๆเช่นพวก Growth stock

มิติที่ 2: การประเมินมูลค่าโดยอ้างอิงกับสินทรัพย์ (Asset-based valuation)

 วิธีนี้เรามองกันที่สินทรัพย์ที่บริษัทมี แล้วเปรียบเทียบมูลค่าของบริษัทเทียบกับทรัพย์สินตรงนั้น โดยตัวเลขที่มักจะนำมาใช้บ่อยคือ Price / Book Ratio (ราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น) เป็นวิธีที่ทำได้ไม่ยาก แค่เปิดงบออกมาแล้วก็เจอแล้วว่าบริษัทนั้นมีมูลค่าทางบัญชี หรือ Book Value เท่าไหร่ (คิดจากส่วนของผู้ถือหุ้นหารจำนวนหุ้น)

แต่ข้อเสียก็คล้ายกับวิธีแรกคือ มูลค่าเป็นมูลค่าทางบัญชี เราอาจจะไปเจอกับบริษัทที่มีสินค้าคงคลังเยอะมาก ทำให้บริษัทดูราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์นั้น แต่จริงๆอาจจะเป็นสินค้าที่ล้าสมัยแล้ว (โดยเฉพาะถ้าบริษัทไม่ได้ตั้งสำรองอย่างเพียงพอ) อีกอย่างนึงคือการที่มีสินทรัพย์เยอะก็ไม่ได้แปลว่า จะสามารถนำสินทรัพย์เหล่านั้นไปสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้ วิธีนี้เหมาะกับหุ้นที่มีสินทรัพย์ที่มีคุณภาพและมูลค่าทางบัญชีไม่ต่างกับมูลค่าที่แท้จริงมาก เช่น ธนาคารและสินเชื่อ

มิติที่ 3: การประเมินมูลค่าโดยอ้างอิงจากกระแสเงินสด (Cashflow-based valuation)

เป็นวิธีเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุดตามหลักทฤษฏีคือมองว่ามูลค่าของธุรกิจจะขึ้นอยู่กับกระแสเงินสดในอนาคต “คิดลด” เป็นมูลค่าปัจจุบัน หรือเรียกอีกอย่างว่า Discounted Cash Flow (DCF) แต่เนื่องจากวิธีนี้อาศัยการมองไปในอนาคตที่ยาวมากๆ ทำให้มีความไม่แน่นอนสูง ขนาดปีหน้าเรายังไม่รู้เลยว่าบริษัทจะกำไรเพิ่มขึ้นรึเปล่า เพราะฉะนั้นวิธีนี้อาจจะแม่นยำกว่าถ้าเรานำไปใช้กับธุรกิจที่มีความแน่นอนสูงเช่นโรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้าให้เช่า

แต่ข้อเสียก็คือเนื่องจากต้องคิดเยอะ คิดหลายอย่าง ก็เลยต้องมีการใช้ “ลูกแก้วพยากรณ์” กันเยอะ เริ่มตั้งแต่คิดว่าปีหน้ารายได้จะเติบโตเท่าไหร่? กำไรจะเป็นยังไง? มีอัตราคิดลดเท่าไหร่? ยิ่งเดาเยอะ โอกาสผิดก็มีเยอะ แล้วการผิดพลาดเพียงแค่นิดเดียวก็มีผลต่อมูลค่าของหุ้นเยอะมาก อีกทั้งยังเข้าใจและปฏิบัติตามได้ยากอีกด้วยเนื่องจากมีการคำนวณเยอะและนักวิเคราะห์แต่ละคนเองก็ใช้สมมติฐานในการคำนวณที่ต่างกันค่อนข้างมาก 

มิติที่ 4: การประเมินมูลค่าโดยอ้างอิงกับเงินปันผล (Dividend-based valuation)

 เงินปันผลนับว่าเป็นเงินที่นักลงทุนได้รับจริงๆจากหุ้น วิธีนี้ที่นิยมใช้กันก็คือ Dividend Discount Model ซึ่งมีสมมติฐานว่าบริษัทจะจ่ายปันผลได้ต่อไปอีกเรื่อยๆแบบไม่มีที่สิ้นสุด แล้ว “คิดลด” กลับมาในมูลค่าปัจจุบัน ข้อดีก็คือมันคิดง่ายมาก แล้วคิดจากปันผลซึ่งเป็นเงินที่เราได้รับจริงๆ

ข้อเสียก็คือผลของวิธีนี้ขึ้นอยู่กับสมมติฐานหลายอย่าง การเปลี่ยน อัตราคิดลด (discount rate) ซัก 1% ก็มีผลต่อมูลค่าของบริษัทเป็นอย่างมาก อีกทั้งหลายบริษัทที่ดีๆก็อาจจะไม่จ่ายปันผลเพราะอาจจะสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าจากนำเงินไปลงทุนในโครงการเพื่อการเติบโต 

 
สุดท้ายแล้วการประเมินมูลค่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งที่นักลงทุนทุกคนต้องรู้ เพราะการที่ทำการบ้านมาดี จะทำให้เราเกิดความมั่นใจในหุ้นตัวนั้นๆ หุ้นลงมาเยอะเราก็กล้าที่จะซื้อในขณะที่คนอื่นกำลังแห่ขายเพราะเรารู้มูลค่าที่แท้จริงอยู่ที่เท่าไหร่ พอหุ้นขึ้นเกินมูลค่าเราก็ไม่ไปแห่ซื้อตามคนอื่น เพราะเรารู้ว่ามันอาจจะแพงเกินมูลค่าที่แท้จริง ทำให้เราสามารถสร้างผลตอบแทนในระดับที่สูงกว่าตลาดได้ 

ในวิธีการประเมินมูลค่าทั้ง 4 มิติ มิติที่นักลงทุนในตลาดหุ้น ทั้งนักเคราะห์ ผู้จัดการกองทุน และนักลงทุนอย่างผมใช้บ่อยที่สุดคือการมิติที่ 1 คือการประเมินมูลค่าโดยอ้างอิงกับผลกำไร และ PE Ratio ก็เป็นเครื่องมือที่ถูกใช้บ่อยที่สุด ในเดือนนี้ผมจะเขียนบทความเจาะลึกถึงการใช้ PE Ratio ในการวิเคราะห์มูลค่าหุ้นแบบกลั่นกรองจากประสบการณ์ เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง ใครสนใจอยากรู้ สมัครรับแจ้งเตือนบทความใหม่ๆได้ที่ Roadtobillion.com ครับ ส่วนคนไหนมีข้อสงสัยก็ถามได้ใน Comment เลยนะครับ เดี๋ยวผมจะตอบให้

 

ด้วยรักและพันล้าน

Road to Billion 

Comment