จิตวิทยาความมั่งคั่ง

มาลาออกกันเถอะ

Free bird

คำเตือน: หัวหน้าฝ่าย ผู้จัดการ เจ้าของกิจการที่ไม่อยากให้ลูกน้องของตนลาออกไปใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยอิสรภาพและการผจญภัยที่ท้าทาย กรุณาอย่าแชร์บทความนี้ บทความนี้สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการอยากลาออกได้ (เกิดขึ้นไปแล้วหลายท่าน) ผู้เขียนไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆทั้งสิ้น

เคยคิดมั้ยครับ…

ว่า… ถ้าทุกๆวันเราสามารถเลือกได้ว่า “อยากทำอะไร” แทนที่จะถูกกำหนดว่า “ต้องทำอะไร” เลือกได้ว่าจะไปทำงานที่ไหน เมื่อไหร่ เลือกที่จะทำงานในร้านกาแฟชิวๆแทนที่จะต้องฝ่าด่านรถติดไปทำงานเบียดเสียดยัดเยียดเป็นปลากระป๋องทุกเช้าเย็น

แน่นอนครับชีวิตเรายังคงต้องมี “ภาระ” ที่ต้องรับผิดชอบ มีปากท้องที่เราต้องดูแล “การทำอะไรที่อยากทำ” ดูเหมือนจะเป็น “สิ่งฟุ่มเฟือย” ที่ดูเหมือนจะไกลเกินกว่าจะคว้ามันมา

แต่ถ้าผมจะบอกว่ามันมีวิธีที่จะทำให้เราสามารถไปถึงความฝันของเราได้โดยไม่ต้องไปเดือดร้อนคนอื่น ๆล่ะ เส้นทางสู่อิสรภาพที่ไม่ต้องเสี่ยงมากแต่ทำให้เราสามารถไปถึงความฝันของเราได้โดยที่เราสนุกกับมันทุกๆย่างก้าวของการเดินทาง คุณจะสนใจมั้ย?

ผมขอเรียกวิธีนี้ว่า “บันไดสู่ความฝัน 3 ขั้น”

1. ต้องค้นหาตัวเองให้ได้ก่อนว่าอยากจะทำอะไร

เวลาคนมาปรึกษาผมเรื่อง “การแหกคุกมนุษย์เงินเดือน” หลายคนมักจะถามผมว่าจะต้องเก็บเงินเท่าไหร่ จะหาเงินยังไง จะเอาเงินไปลงทุนที่ไหนดี แต่พอผมถามกลับไปว่า “ออกมาแล้ว อยากจะทำอะไรล่ะ?” คำตอบที่ได้รับบ่อยที่สุดคือ “ออกไปอยู่บ้่านเฉยๆ นอนตื่นสายๆ อ่านหนังสือที่ชอบ ไปเที่ยวในที่ๆอยากไปเที่ยว”

ฟังดูเหมือนชีวิตในฝันของใครหลายๆคน แต่ผมอยากชวนให้คิดต่อไป โดยการตั้งถามตัวเองว่า “แล้วเราจะทำแบบนี้ไปได้นานแค่ไหน?”

ลองคิดดูดีๆก่อนจะตอบว่า “ทำยังไงก็ไม่เบื่อหรอกเรื่องพวกเนี้ย” นะครับ ถ้าเป็นซักสองสามเดือนอาจจะพอไหว แต่ลองคิดดูนะครับถ้าเราต้อง “อยู่บ้านเฉยๆ” ไปอีก 2 – 3 ปี ชีวิตเราจะเป็นยังไงครับ ลองถามตัวเองดูว่าเราจะรู้ยังไง? เราจะรู้สึกยังไงถ้าเรามองหน้าตัวเองในกระจกทุกๆเช้า?

คำถามต่อมาคือ “แล้วเราจะค้นหาตัวเราเองอย่างไร?” ส่ิงสำคัญที่สุดคือเราควรจะเรียนรู้ที่จะฟังเสียงลึกๆข้างในจิตใจของเรา มนุษย์เราทุกคนเกิดมาพร้อมกับเป้าหมายและความฝัน มันอยู่ในจิตใจของเราอยู่แล้วพร้อมที่จะให้เราตามหา แต่คนส่วนมากถูกครอบครัว โรงเรียน สังคม ที่ทำงานหล่อหลอมมาให้ “อยู่ในกรอบ” ประพฤติตัวตามความคาดหวังของสังคม ควรจะเรียนอย่างนั้น? ควรทำงานอย่างนี้? แต่กลับละเลยที่จะถามว่าจริงๆแล้ว “เรา” ต้องการอะไรในชีวิต

ขั้นตอนการค้นหาตัวเองอาจจะใช้เวลา (มากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละคน) อาจจะเป็น 3 เดือนหรือ 3 ปี แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ ถ้าเปรียบไปก็อาจจะเหมือนการต่อจิ๊กซอวชีวิต ที่เราค่อยๆเอา “ความฝัน” ของเราแต่ละชิ้นมาประกอบกัน อาจจะเป็นส่ิงที่เราชอบ สิ่งที่เราถนัด สิ่งที่เราทำทุกครั้งเวลาว่างจากงานประจำ บางครั้งความฝันของเราอาจจะสะท้อนอยู่ในหนังสือที่เราอ่านก็เป็นได้ สิ่งที่เราต้องทำก็เพียงแค่สังเกตและ “บันทึก” สิ่งที่เราชอบลงไป จะช่วยให้เราสามารถดึงเอาความฝันของเราออกมาได้

สำหรับตัวผมเอง ผมสังเกตว่าผมชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับพวกความมั่งคั่ง การพัฒนาตัวเอง ชอบเรียนรู้ ไม่ชอบที่จะทำงานซ้ำๆเดิมๆ ชอบทำงานที่จะได้ “คิด” และ​“วางแผน”​มากกว่าใช้แรง ผมเป็นคนที่ชอบพูด ชอบเขียน ชอบเล่า ชอบสอน ชอบสร้างแรงบันดาลใจให้คนเกิดการเปลี่ยนแปลง ตอนแรกผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไรแต่หลังจาก 3 ปีของการค้นหา ผมก็ได้เจออาชีพที่ผมชอบ (นักลงทุน / นักเขียน / นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ) และ Road to Billion ก็ได้ถูกกำเนิดขึ้นมาจากความฝันเหล่านั้น

2. เรียนรู้วิธีที่จะสร้างคุณค่าจากความฝันของเรา

ถ้าเราบอกว่าความฝันของเราคือการได้ทำในสิ่งที่ชอบ ถ้าแต่สิ่งที่ชอบนั้นมันไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นๆ ความฝันของเราก็ไม่เติบโตขึ้นมาเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ให้ร่มเงาออกดอกออกผลให้กับเราได้

ตัวอย่างเช่นความฝันของโน้ส อุดม คือการได้สร้างสรรค์ผลงานที่ทำให้คนอื่นมีความสุข (สังเกตคำว่า “คนอื่น”) แต่กว่าจะออกมาเป็นเดี่ยวแต่ละภาครู้มั้ยครับว่าโน้ส ต้องเตรียมงานกันกี่เดือน ต้องซ้อมกันกี่ครั้ง

สมมติว่าความฝันของเราคือการได้เดินทางรอบโลก เราก็อาจจะคิดต่อไปว่าเราจะทำให้ประสบการณ์ของเรามีคุณค่าต่อคนอื่นได้อย่างไร เราอาจจะเขียนบล็อกแนะนำสำหรับคนที่อยากจะเดินทางเหมือนเรา เขียนหนังสือ อาจจะทำเป็นวีดีโอบน Youtube เพื่อให้เพื่อนๆสามารถเดินทางไปกับเราได้ เราอาจจะแชร์ภาพถ่ายจากการเดินทางของเราเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น

ถ้าความฝันของเราคือการได้ทำงานเกี่ยวกับแฟชั่นของสวยๆงามๆ แทนที่เราจะทำอยู่คนเดียว เราก็อาจจะมองหาวิธีการที่จะสร้างความสุขให้คนอื่น โดยการออกแบบเสื้อผ้าสวยๆ สอนแต่งหน้า สอนแต่งตัว

ตอนนี้เราอยู่ในช่วงเวลาที่โชคดีที่สุดแล้วในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เพราะเป็นเวลาที่คนตัวเล็กๆอย่างเรามีโอกาสในการเข้าถึงช่องทางต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน ข้อมูล สื่อ ลูกค้า สิ่งที่จะสามารถทำให้ความฝันของเราเป็นจริงได้อยู่ตรงหน้าของเราแล้ว

3. เตรียมพร้อมก่อนลาออก

ถึงแม้ว่าการทำตามความฝันมันจะดูดีแค่ไหน ผมก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกอย่างมีความเสี่ยง และการจะป้องกันความเสี่ยงนั้นก็สามารถทำได้ด้วยการสร้างเบาะรองรับตัวเราให้ไม่เจ็บตัวในการที่เรากำลังปีนขึ้นไปหาความฝันของเรา

วิธีที่ผมคิดว่าได้ผลและเราทุกคนสามารถสนุกกับมันได้คือ การเปิดบัญชี “การลาออกครั้งสุดท้าย” (ชื่อมาจากหนังสือในชื่อเดียวกันจากภาณุมาศ ทองธนากุล แนะนำให้อ่านกันทุกคนครับ) บัญชีนี้จะเป็นเหมือนประตูไปสู่อิสรภาพของเรา หลังจากทำการเปิดบัญชีแล้วเราก็จะฝากเงินจำนวนเท่ากับ 10% ของรายได้ (มากกว่าได้ถ้าอยากลาออกเร็วขึ้น)​โดยเงินในบัญชีนี้เราจะไม่ถอนออกมาจนกว่าจะลาออก

แล้วมีเงินแค่ไหนถึงจะพอล่ะ?

ขึ้นอยู่กับว่า

1) คุณมีรายจ่ายมากน้อยแค่ไหน?

วิธีการง่ายๆคือรวบรวมรายจ่ายในอดีตทั้งหมด ค่าใช้จ่ายทั่วไป ค่าเทอมลูก เงินที่ส่งให้คุณพ่อคุณแม่ ค่าอาหารหมา/แมว ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่ารักษาพยาบาล เงินประกันชีวิต และเงินที่เราจะใช้เพื่อความบันเทิง อะไรบางอย่างที่ไม่จำเป็นเราก็อาจจะตัดออกได้ครับ

2) ความฝันของเราจะสร้างรายได้ให้เพียงพอกับรายจ่ายได้ภายในกี่เดือน?

อันนี้จะว่าไปก็เหมือนกับ “เงินก้นถุง” ที่จะช่วยให้เราประทังชีวิตไปได้จนกว่าจะหาเลี้ยงตัวเองได้ อีกนัยนึงก็อาจจะเป็นเหมือน “ค่าเผื่อ” (Margin of Safety) ให้กับแผนการของเรา จำนวนเดือนอาจจะแตกต่างกันสำหรับผมคือ 12 เดือนเพราะผมพอจะรู้อยู่แล้วว่าผมจะประเมินได้ว่าผมจะมีรายได้เท่าไหร่ (ผมใช้เวลา 2 ปีในการเก็บเงินก้อนนี้ แต่นั้นหมายความว่าผมเก็บเงินในสัดส่วนที่เยอะมาก บางเดือนเยอะถึง 50% ของเงินเดือนและโบนัสแทบจะทุกบาททุกสตางค์ก็ถูกโอนเข้าไปบัญชีนี้ทั้งหมด)

แต่สำหรับบางคนที่ต้องการ “ค่าเผื่อ” เยอะกว่านั้นอาจจะเก็บไว้สำหรับ 3 – 5 ปี อันนี้อาจจะขึ้นอยู่กับอายุ ครอบครัว ภาระ และความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคนด้วย แต่สำหรับบางคนอาจจะอยากได้อะไรที่​“ชัวร์” กว่านั้น ก็สามารถเลือกที่จะรอให้ความฝันของเรานั้นสามารถสร้างรายได้ให้พอสำหรับรายจ่ายในแต่ละเดือนก่อน ซึ่งก็หมายความว่าต้องทำควบคู่กันไปกับงานประจำ (สำหรับบางคนอาจจะทำได้ยากเพราะแค่งานประจำก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะไปทำอะไรต่อแล้ว)

แต่การเตรียมพร้อมทางด้านการเงินอาจจะไม่เพียงพอ เพราะการมีอิสรภาพต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่เพ่ิมขึ้น ความท้าทายใหม่ๆ ปัญหาใหม่ๆ เราต้องฝึกที่จะมีวินัยต่อตัวเอง ต้องรู้จักบริหารเวลา และที่สำคัญต้องเตรียมความพร้อมทางด้านสังคมไว้ด้วย หลายคนไม่อยากจะลาออกเพราะติดเพื่อนติดสังคมที่ทำงาน การลาออกที่ดีก็ควรจะเตรียมการในจุดนี้ไว้ อาจจะไปเข้าร่วมชมรมหรือสมาคมที่เราสนใจเพื่อพบปะกับเพื่อนใหม่ๆ หรือกลุ่มคนที่เราสามารถแลกเปลี่ยนความคิดกันได้

วิธีการที่จะทำให้เราสามารถพบกับอิสรภาพที่แท้จริงได้ต้องเริ่มต้นจากการค้นหาความฝัน ทำความฝันของเราให้มีคุณค่า และเตรียมความพร้อมในหลายๆด้าน กระบวนการเหล่านี้จะอาจจะกินเวลาหลายปีหรืออาจจะแค่ไม่กี่เดือนสำหรับคนบางคน แต่เมื่อเราเริ่มต้น “สิ่งมหัศจรรย์” จะเกิดขึ้นกับตัวเรา เราจะรู้สึกว่าแต่ละวันมันช่างมีความหมาย เป็นหนึ่งก้าวบนเส้นทางของความฝันที่เต็มไปด้วยคุณค่าและความสุข อาจจะมีผิดหวังบ้างท้อแท้บ้าง แต่นั่นก็เป็นสีสันของชีวิต ชีวิตที่เป็นของเราเอง ไม่ใช่ของใคร
เพราะฉะนั้นยิ่งเราเริ่มต้นเร็วเท่าไหร่ เรายิ่งไปถึงความฝันของเราได้เร็วขึ้นเท่านั้น

สำหรับคนที่ยังหาความฝันตัวเองไม่เจอ… จงมองหา “จิ๊กซอวชีวิต” รอบๆตัวเราตั้งแต่วันนี้

สำหรับคนที่เจอความฝันแล้ว… จงมองหาวิธีที่เราจะสร้างคุณค่าให้กับคนอื่นได้ด้วยความฝันของเรา

และสำหรับ “คนช่างฝัน” ทุกคน… บัญชี “การลาออกครั้งสุดท้าย” เป็นสิ่งที่จะทำให้ฝันเราเป็นจริง

ไม่ว่าคุณจะอยู่จุดไหนของการเดินทางขอให้สนุกกับมัน ใช้ชีวิตแต่ละวันให้คุ้มค่าที่สุด โชคดีครับ

ด้วยรักและพันล้าน

Road to Billion

comments

Comment