จิตวิทยาความมั่งคั่ง

The Art of Frugality – ศิลปะแห่งการใช้เงินอย่างประหยัด

ผู้อ่านเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ใช้เงินอย่างคนรวย ไม่มีวันรวย ใช้เงินอย่างคนจน ไม่มีวันจน” มั้ยครับ? ถึงแม้อาจจะฟังดูธรรมดาๆ แต่สิ่งนี้คือเคล็ดลับของความสำเร็จที่ Thomas Stanley นักวิจัยที่เชี่ยวชาญเรื่องพฤติกรรมการใช้เงินของเศรษฐีอเมริกัน เขียนไว้ในหนังสือ The Millionaire Next Door

ซึ่งถ้าให้สรุปเนื้อหาแบบสั้นๆก็คือ “วิธีการรวยแบบเชิงรับ” ครับ

ในหนังสือเขียนเอาไว้ว่า Millionaire หรือเศรษฐีอเมริกันตัวจริง (โดยวัดจากมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ) ส่วนมากไม่ได้ใช้ชีวิตแบบหนัง Hollywood ที่ใช้เงินฟู่ฟ่า ขับรถแพง หรืออยู่ในหมู่บ้านหรู จริงๆแล้วคนที่รวยจริงๆกลับเป็นคนที่ใช้ชีวิตตรงกันข้าม คนเหล่านี้อาจจะทำธุรกิจเล็กๆ หรือเป็นพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆ แต่มีแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ส่งเสริมให้เกิดความร่ำรวย เช่นไม่ซื้อนาฬิกายี่ห้อแพงๆ ซื้อรถอเมริกันมือสอง (หรือถ้าซื้อมือหนึ่งก็จะใช้ครั้งนึงเป็น 10 ปี) ไม่อยู่ในหมู่บ้านหรูๆ (เพราะจะไม่ต้องรู้สึกว่าต้อง “แข่งขัน” กับเพื่อนบ้านตลอดเวลา ในการซื้อรถแพงๆ แต่งบ้านหรูๆ) เป็นคนที่มีเป้าหมายทางการเงินชัดเจนและใช้เวลาไปกับการมองหาโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ เป็นคนที่รสนิยมธรรมดาๆแต่มีความสุขในชีวิตมากกว่า

ตอนนี้บางคนอาจจะเริ่มเถียงผมในใจ อ้าว… ถ้ามีเงินเยอะๆแล้วไม่ใช้จะมีไปทำไม?

การรู้จักใช้เงินไม่ได้หมายถึงว่าจะไม่ใช้เงินนะครับ แต่หมายความว่าเรามีเงินไว้ใช้สำหรับสิ่งที่จำเป็น เช่นส่งลูกเรียนสูงๆ เพื่อดูแลสุขภาพของตัวเอง รวมถึงการสร้าง “อิสระ” ในการใช้ชีวิตให้กับตัวเอง ลองคิดดูสิครับว่าวันๆนึงเราใช้เงินไปกับสิ่งที่มีค่ากับชีวิตของเราเท่าไหร่? คนที่มีเงินเยอะๆจะมี “ทางเลือก” ในชีวิตมากกว่าและเครียดเกี่ยวกับเรื่องเงินน้อยกว่าครับ

เราสามารถนำแนวคิดเหล่านี้มาใช้ได้ โดยใช้หลักปฏิบัติง่ายๆ 3 ข้อ

  • ใช้มาตรการ “ลดรายได้ล่วงหน้า” คือการแบ่งเงินส่วนหนึ่งออกจากบัญชีทุกครั้งที่ได้รับเงิน (ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนหรือโบนัส) เพื่อไว้ใช้สำหรับการลงทุน การทำแบบนี้จะทำให้เรารู้สึกว่ามีเงินน้อยลง (ต้องแยกบัญชีธนาคารและ ATM ออกมาต่างหาก อย่าเอาไปรวมกับบัญชีเงินเก็บ) และเราจะใช้เงินน้อยลงโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่นถ้าเรามีรายได้ 30,000 บาท เราอาจจะแบ่งไว้ 10,000 บาท สำหรับการลงทุน อีก 5,000 ไว้เป็นเงินสำหรับท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่วนที่เหลือเราก็จะใช้เพียง 15,000 บาทเป็นต้น วิธีนี้มีประโยชน์มากเพราะคนส่วนมากจะ “ใช้ก่อนเก็บ” แต่เศรษฐีที่แท้จริงจะ “เก็บก่อนใช้” ความแตกต่างง่ายๆนี้อาจจะกำหนดชะตาชีวิตทางการเงินของคนหลายๆคนได้เลย
  • จดค่าใช้จ่ายทุกรายการ เศรษฐีตัวจริงสามารถระบุได้ว่าใช้เงินไปกับสิ่งต่างๆจำนวนเท่าไหร่ การที่เราจดค่าใช้จ่ายจะทำให้เราตระหนักถึงนิสัยการจ่ายเกินจำเป็นของเรา แล้วถ้าคุณอยากจะพัฒนาไปอีกขึ้นก็สามารถทำได้โดยการจดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน การทำอย่างนี้จะทำให้่เราสามารถดูได้ว่าเราเดินทางไปถึงไหนแล้วบนถนนแห่งความมั่งคั่งของเรา
  • จำไว้ว่าไม่จำเป็นต้องทำตัวรวย เท่าที่ผมได้มีโอกาสได้รู้จักพูดคุยเศรษฐีและมหาเศรษฐีที่รวยด้วยลำแข้งของตนเองส่วนมาก (หรือที่ภาษาอังกฤษเรียก Self-made Millionaires) มักจะไม่ค่อยมีใครใช้เงินฟุ่มเฟือย หรือถ้าใช้เงินฟุ่มเฟือยก็อาจจะเป็นตอนที่พวกเค้ารวยมากแล้ว ตัวอย่างเช่นการซื้อรถคันละ 10 ล้านอาจจะดูหรูหราแต่อาจจะน้อยมากเมื่อเทียบกับสินทรัพย์หลายพันล้านที่มหาเศรษฐีมี คนส่วนมากมักจะเข้าใจว่าการขับรถยุโรปแพงๆ การมีอุปกรณ์ IT หรูๆ การซื้อเสื้อผ้าแพงๆใส่อาจจะทำให้เค้า “ดูรวย” แต่ในความเป็นจริงคน “รวยจริง” ส่วนมากไม่ได้ซื้อแพงเกินความจำเป็น เศรษฐีตัวจริงจะจ่ายแพงเพื่อคุณภาพที่ดีกว่าเท่านั้น

สิ่งหนึ่งที่คนสูงอายุที่กำลังจะเสียชีวิตรู้สึกเสียดายที่สุดก็คือ “การไม่เรียนรู้ที่จะบริหารเงินตั้งแต่เด็กๆ ใช้เงินเกินตัว ไม่วางแผนเกษียณอายุตั้งแต่ตอนยังมีโอกาส” หลายๆคนรอให้พร้อมก่อนแล้วค่อยเริ่มประหยัด เริ่มเก็บเงิน (รอเงินเดือนขึ้น รอโบนัส รอสร้างบ้านให้เสร็จ รอให้ลูกโต) เราปฏิเสธที่จะเริ่มแต่กลับยืดเยื้อผ่อนผันที่จะเริ่มลงมือ เวลาเหลือน้อยภาระก็ยิ่งหนักขึ้น สุดท้ายก็จะจบลงกับฝันร้ายที่กลายเป็นจริง

อย่ารอให้ถึงวันนั้นเลยครับ ถ้าคุณยังพอมีโอกาสก็เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เถอะครับ ก่อนที่จะสายเกินแก้

Comment