การลงทุน

เล่นหุ้นอย่างไรให้ชนะผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ ตอนที่ 3

ซุนวูเคยกล่าวไว้ว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” การลงทุนก็คงไม่ต่างกัน การจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องเข้าใจข้อดีข้อเสียของตัวเองอย่างถ่องแท้และถี่ถ้วน ถ้าเราไม่สนใจที่จะศึกษาอย่างจริงๆจังๆผมก็แนะนำให้ไปซื้อกองทุนรวมที่อ้างอิงกับดัชนี หรือ Index Fund ตามที่คุณปู่บัฟเฟตต์เคยแนะนำไว้ครับ เพราะยังไงก็ตามผลตอบแทนของตลาดหุ้นของไทยโดยเฉลี่ยก็น่าจะสูงกว่าระดับ 10% (ถ้าเราอยากจะได้ผลตอบแทนเท่ากับค่าเฉลี่ย เราต้องลงทุนอย่างสม่ำเสมอและไม่ขายหุ้นเวลาวิกฤตและไม่ซื้อหุ้นอย่างบ้าคลั่งเวลาที่ทุกคนแห่กันไปซื้อหุ้น)

แต่ถ้าเราเลือกที่จะลงทุนลงแรงเพื่อการพัฒนาตัวเอง เพื่อที่จะได้เป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองจาก “มือสมัครเล่น” เป็น “มืออาชีพ” ให้ได้ และจะทำได้อย่างนั้นก็ต้องเอาชนะจุดอ่อนเหล่านี้ให้ได้ก่อน

  • ไม่ค่อยทำการบ้าน ถ้าถามว่าหุ้นตัวนี้ทำธุรกิจอะไร? มีรายได้มาจากไหน? คู่แข่งคือใคร? นักลงทุนส่วนมากจะตอบไม่ได้
  • มักจะตามเพื่อนๆหรือผู้ที่เรียกตัวเองว่า “ผู้เชี่ยวชาญ” พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ครับว่าอย่าหลงเชื่อเพียงเพราะบุคคลผู้นั้นน่าเชื่อ  การตัดสินใจตามคนอื่นโดยไม่ได้วิเคราะห์พิจารณาถึงเหตุผลที่แท้จริงเป็นอันตรายต่อเม็ดเงินของคุณครับ
  • มักทำอะไรตามความรู้สึกมากเกินไป ไม่มีกฏเกณฑ์อะไรเลย ข้อนี้เป็นอะไรที่ผู้จัดการกองทุนอาจจะได้เปรียบอยู่เล็กน้อย ถึงแม้ผู้จัดการกองทุนอาจจะต้องเจอกับขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อน แต่กระบวนการเหล่านั้นก็ข่วยให้ผู้จัดการกองทุนได้คิดและไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะทำการตัดสินใจ ต่างกับนักลงทุนทั่วไปที่มักจะตัดสินใจรวดเร็ว และไม่ได้ “วางกรอบ” ให้กับการลงทุน การคิดจึงไม่เป็นระบบ
  • ไม่มีระบบการบริหารเงิน (Money Management) เช่นการไม่ซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเกิน 10% ของพอร์ต จะไม่ใช้ Margin ในการซื้อหุ้น เป็นต้น
  • หุ้นที่ซื้อเข้าพอร์ตมาแล้วไม่ค่อยได้รับการดูแลที่ดีพอ ขาดการติดตามข่าวสารรวมถึงผลประกอบการของบริษัท ถ้าพอร์ตของคุณเป็นพอร์ตสำหรับเก็งกำไร ก็ต้องคอยตรวจสอบราคาอยู่เสมอและมีการตัดขาดทุน (cut loss) เมื่อจำเป็น
  • ไม่มีทรัพยากรอย่างที่กองทุนใหญ่ๆโตๆมี โดยเฉพาะการเข้าพบบริษัท ฉะนั้นจึงต้องทำการ pool resource ก็คือการรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อขอเข้าไปพบผู้บริหารของบริษัทต่างๆ ขณะนี้มีสมาชิกของ ThaiVI กำลังทำอยู่ครับ ร่วมแจมกันได้
  • นักลงทุนอิสระขาดความเข้าใจในเรื่องธุรกิจและเศรษฐศาสตร์โดยรวม ในจุดนี้ผมคิดว่าผู้จัดการกองทุนจะได้เปรียบมือสมัครเล่นอยู่เยอะมาก แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าไม่มีอะไรที่จะยากเกินเรียน อ่านข่าวเศรษฐศาสตร์เยอะแล้วสังเกตดูว่าผลตอบรับของตลาดตรงกับที่เราคิดมั้ย เพราะอะไร? “ภาคทฤษฏี” กับ “ภาคปฏิบัติ” แตกต่างกันพอสมควรครับ
  • นักลงทุนอิสระตัดสินอะไรด้วยตัวคนเดียว ขาดการทำงานเป็นทีม ต่างกับผู้จัดการกองทุนที่ต้องมีทีม มี Investment Committee ที่จะต้องนำเสนอไอเดีย ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องเตรียมข้อมูลให้ดี มีคนคอยช่วยคิดว่าผิดตรงไหน
  • เทรดหุ้นบ่อยเกินไป การถือหุ้นควรจะมีระยะเวลายาวนานเพียงพอที่จะได้ผลตอบแทนเป็นน้ำเป็นเนื้อ บัฟเฟตต์เคยกล่าวไว้ว่าเพื่อที่จะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดจากการลงทุน นักลงทุนควรจะมองหุ้นให้เป็นธุรกิจ และควรที่จะถือหุ้นตัวนั้นไว้ตราบที่เรายังคิดว่ากิจการนั้นยังดีอยู่ ถึงผมจะไม่ได้เชื่อในแนวคิดนั้น 100% แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่านักลงทุนส่วนมากเทรดบ่อยเกินไป เล่นแบบนี้บ่อยๆคนที่จะรวยคือโบรคเกอร์ครับ ไม่ใช่เรา

อย่างไรก็ตามเราก็ถือว่าโชคดีครับที่ “จุดอ่อน” ของนักลงทุนส่วนที่ผมกล่าวมานี้สามารถแก้ไขปรับปรุงได้  ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็ เราต้องลงมือทำ หลายคนอ่านแล้วอาจจะไม่เห็นด้วย หลายคนอาจจะเห็นด้วยแต่ไม่ได้ทำอะไร จะมีเพียงแค่หยิบมือเดียวที่ลงมือศึกษาและคอยหมั่นฝึกฝนตนเองอย่างจริงๆจังๆ และนั่นก็เป็นเส้นบางๆที่ขีดคั่นระหว่าง “คนมั่งคั่ง” กับ “คนไม่ค่อยมีจะกิน” ครับ

Comment